ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : ดร.บวร ปภัสราธร กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549
ถ้าว่าตามตำราของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านบริหารแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เราสามารถจำแนกสไตล์บริหารของผู้นำในองค์กรได้ 6 รูปแบบด้วยกัน คือ นำโดยใช้วิสัยทัศน์ นำโดยทำตามเสียงส่วนใหญ่ นำโดยลงมือทำงานร่วมกัน นำโดยสอนวิธีทำงานให้ นำโดยกำหนดเป้าหมายให้ทำ และนำโดยสั่งการลูกเดียว
ตามตำราบอกไว้ว่า ผู้นำคนหนึ่งๆ จะมีสไตล์บริหารเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในระหว่างการทำงาน พนักงานในองค์กรนั้นเองก็มักคุ้นเคยและฝังใจกับสไตล์บริหารที่เห็นอยู่เป็นประจำ
ถ้าอยู่มาวันหนึ่งผู้นำขององค์กรนั้นเกิดเปลี่ยนสไตล์บริหารจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่งโดยเฉียบพลัน จะพบว่า พนักงานมักปรับตัวตามไม่ทัน ยิ่งถ้าเปลี่ยนสไตล์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว ยิ่งจะสร้างความสับสนให้กับพนักงานเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยไม่แน่ใจว่าผู้นำของตนจะเอาอย่างไรกันแน่
เช่น เดิมเป็นผู้นำที่อาศัยสั่งการให้ทำลูกเดียว สั่งอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น พนักงานไม่ต้องเสนอความคิด มีเพียงหน้าที่ทำตามอย่างเดียว บางทีต้องทำตามทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจว่า ได้รับคำสั่งให้ทำอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าถ้าผู้นำขององค์กรสั่งให้ทำแล้ว ก็ต้องทำอะไรสักอย่างขึ้นมา จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ค่อยไปว่ากันข้างหน้าอีกทีหนึ่ง เพราะถ้าอยู่เฉย ไม่ทำอะไรเมื่อได้รับคำสั่งแล้ว ก็มีหวังต้องเปลี่ยนงานใหม่แน่ๆ
พนักงานที่คุ้นเคยกับสไตล์การนำในลักษณะนี้จะค่อยๆ มีอาการเสื่อมถอยด้านความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจให้หาหนทางใหม่ๆ ในการทำงานก็ค่อยๆ ลดลง เพราะไม่รู้ว่าจะขวนขวายไปเพื่ออะไร ในเมื่อผู้นำต้องการเพียงแค่ให้ทำตามที่สั่งก็พอแล้ว
ทำเช่นนี้นานเข้าก็จะเกิดอาการพิการความคิดสร้างสรรค์ คิดเก่าได้อย่างเดียว คิดใหม่ไม่เป็นแล้ว สไตล์บริหารเช่นนี้กล่าวกันว่าเหมาะที่จะใช้ในช่วงสั้น เพื่อแก้วิกฤติต่างๆ แต่เป็นวิธีบริหารที่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นเสมอ
กล่าวคือ พอใช้แล้วได้ผลดีสักครั้งสองครั้ง ใช้แก้วิกฤติให้ผ่านไปได้ด้วยดี ผู้นำก็จะคุ้นเคยและมีอาการลำเอียงทางความเชื่อ คือเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีโดยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าเมื่อใช้วิธีนี้ไปนานๆ แล้วเริ่มมีประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่าพนักงานในองค์กรเริ่มเสื่อมถอยในด้านความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะรับรู้ว่าเกิดจากวิธีบริหารที่ไม่ดี ก็ลำเอียงทึกทักไปเองว่าเป็นเพราะตัวพนักงานย่อหย่อนความสามารถ หรือความรู้ไม่เพียงพอ
รู้สึกดังนี้แล้วก็เลยมักเปลี่ยนสไตล์บริหารใหม่ให้ดูประหนึ่งว่า ตนเองนั้นไม่ใช่นักสั่งการอย่างเดียว แต่เป็นนักบริหารที่มีการกำหนดเป้าหมาย ให้พนักงานทำชัดเจน แต่ด้วยมีความลำเอียงทางความเชื่อ เกี่ยวกับตัวพนักงานอยู่เป็นทุนเบื้องต้น เป้าหมายที่ตั้งให้พนักงานทำนั้นก็สูงเกินกว่าที่พนักงานจะตะกายไปถึงได้
ไม่ว่าจะใช้ความพยายามใช้ความสามารถมากเพียงใด แทนที่ผู้นำองค์กรจะเข้าใจ กลับลำเอียงคิดต่อไปว่า พนักงานมิได้พยายามเต็มที่ หรือไม่ก็ไม่ตั้งใจทำงานจริง ฝ่ายพนักงานเมื่อตะกายเท่าไรก็ไม่ถึงเป้าหมายเสียที จึงพากันหมดเรี่ยวแรง แถมด้วยการคุ้นเคยอยู่กับการรับคำสั่งให้ทำสิ่งนั้นให้ทำสิ่งนี้ แต่คราวนี้ไม่สั่งกลับบอกเป้าหมายให้ทำโดยให้ไปหาวิธีทำงานให้ถึงเป้าหมายนั้นเอาเอง ฝ่ายผู้นำพอเห็นงานไม่คืบหน้าก็ยิ่งขุ่นเคืองมากขึ้นไปอีกจนมีอาการที่ฝรั่งเรียกว่า อาการฮาโล
เมื่อใดก็ตามที่มองว่า ใครย่ำแย่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ก็มักมีแนวโน้มที่จะเชื่อต่อไปว่าคนนั้นย่ำแย่ในเรื่องอื่นตามไปด้วย พอทำผิดพลาดเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าคนๆนั้นแย่ไปเสียทุกเรื่อง
อาการฮาโลนี้เองทำให้ผู้นำที่ชอบใช้สไตล์สั่งการ ตัดสินทันทีเลยว่า พนักงานไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตนเองกำหนดไว้ได้ เป็นพนักงานที่ย่ำแย่ โดยไม่เคยย้อนกลับไปดูว่าโจทย์หรือเป้าหมายที่กำหนดให้พนักงานทำนั้นยากเย็นเพียงใด ซึ่งบางทีแม้ว่าตัวผู้นำจะลงมาทำเอง ก็ยังแก้ปัญหาตามโจทย์ที่ตนเองตั้งไว้ไม่สำเร็จ
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ผู้นำจึงมีทางเลือกเพียง 2 ทางคือ เปลี่ยนพนักงานใหม่ หรือไม่ก็เปลี่ยนสไตล์บริหารของตนเองอีกรอบหนึ่ง ซึ่งมักปรากฏว่าทางเลือกที่ผู้นำที่ประสบปัญหาเช่นนี้ส่วนใหญ่เลือกใช้ก็คือ ปรับเปลี่ยนสไตล์บริหารของตนเองอีกครั้ง ซึ่งสไตล์ใหม่ที่ผู้นำในลักษณะนี้จะเลือกใช้ คงยากที่จะเป็นรูปแบบการนำโดยปฏิบัติตามความเห็นของพนักงานส่วนใหญ่ หรือนำโดยกำหนดวิสัยทัศน์กว้างๆ เป็นแนวทางปฏิบัติ เพราะอาการฮาโลกำกับให้ผู้นำเชื่อว่า พนักงานไม่ทุ่มเทความพยายามอย่างเพียงพอ
ถ้าจะเปลี่ยนสไตล์เป็นการทำงานร่วมกัน ลงไม้ลงมือด้วยกันก็ไม่ทันใจ เพราะทำเช่นนี้เมื่อใด พนักงานที่เคยรับแต่คำสั่งให้ทำ พอผู้นำลงมาทำงานขลุกอยู่ด้วยก็มักออกอาการงกๆ เงิ่นๆ ทำอะไรไม่ถูกจนเป็นที่ขวางหูขวางตาของผู้นำไป
ดังนั้น ผู้นำที่คุ้นเคยกับสไตล์สั่งการจึงเหลือวิธีที่จะเลือกใช้อยู่เพียงแบบเดียวคือ ต้องหันไปใช้สไตล์การนำ โดยสอนวิธีทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถ้าใช้วิธีนี้ตั้งแต่แรก ก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งเพราะถ้าเมื่อใดพนักงานไม่รู้วิธีทำ ผู้นำก็มาแสดงวิธีให้ดู พนักงานก็จะทำตามด้วยความมั่นใจและทำงานนั้นอย่างสบายใจอีกด้วย
แต่ถ้าใช้สไตล์สั่งลูกเดียวมาโดยตลอด แล้วเปลี่ยนมาใช้สไตล์สอนในภายหลัง พนักงานจะรู้สึกว่าสิ่งที่สอนนั้นไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำสั่งให้ทำ ดังนั้นจะทำตามทุกอย่างเหมือนที่ผู้นำทำให้ดู จะผิดจะถูกอย่างไรไม่ต้องสงสัย ทำให้เหมือนเป็นพอ พูดอย่างไร ตั้งโต๊ะทำงานอย่างไร ทำท่าอย่างไร ต้องทำให้เหมือน ซึ่งพองานที่จะทำเปลี่ยนไปแม้เพียงเล็กน้อย วิธีที่สอนไว้แบบเถรตรง ดัดแปลงไม่ได้ ก็ไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้
คำสอนที่กลายเป็นคำสั่งจึงใช้ประโยชน์อะไรจริงๆ ไม่ได้ เทคนิคการนำโดยใช้วิธีสอนงาน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กรที่ถนัดสั่งการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำที่รู้สึกว่าตนเองนั้นเก่งกาจเกินกว่าพนักงานมากมาย ดังนั้นถ้าอยากเป็นจอมสั่งการก็ขอให้เป็นไปโดยตลอด อย่าเปลี่ยนจากนักสั่งมาเป็นนักสอน เพราะไม่ว่าจะสอนท่าไหนก็กลายเป็นคำสั่งทั้งนั้น
e - Auction หรือ e - Bidding
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549
รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวก่อนหน้านี้ ว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทย จะต้องนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐตามมา
การเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานภาครัฐมาเป็น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ของรัฐบาลนี้ เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 นั้น ได้ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการฮั้วประมูลของนักธุรกิจถูกควบคุมได้จริงหรือ
ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในประเทศไทย เป็นปัญหาที่มีมานานเป็นที่รับรู้มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากรัฐบาลเสียที แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครในตอนนี้ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปตรวจสอบกันจำนวนมากจนน่าตกใจ
กรณีปัญหาข้อร้องเรียนการฮั้วประมูลงานโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครในเวลานี้ ไม่ทราบว่า รัฐบาลจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร เป็นความล้มเหลวของระบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ที่รัฐบาลนำมาใช้ได้หรือไม่
เพราะผู้ว่ากรุงเทพมหานครเองในฐานะผู้นำบริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งอดีตอธิบดีกรมตำรวจผู้ตงฉิน พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว. และอดีตอธิบดีกรมตำรวจ มาเป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างทันทีทันใด นับเป็นความกล้าหาญของผู้ว่า กทม. คนนี้ไม่น้อย
หากจะเปรียบเทียบกับผู้นำการเมืองคนอื่นที่มีหน้าที่โดยตรง แต่ไม่ได้ทำการใดๆ จนทำให้สถานการณ์คอร์รัปชันในบ้านเรากลับแย่ลงกว่าเดิม เพราะปัญหาคอร์รัปชันของประเทศจะต้องถูกแก้โดยตัวผู้นำ เช่น กรณีประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง
นอกจากนี้ การที่คนในรัฐบาลประสานเสียงกับนักการเมืองระดับท้องถิ่น เพื่อเรียกร้องสปิริตผู้บริหารกรุงเทพมหานครนั้น อาจจะหนักเกินจริง ควรใจเย็นๆ รอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทำงานก่อน ไม่ควรหวังผลทางการเมืองมากจนเกินพอดี
หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง รัฐบาลก็ควรให้ความสำคัญปัญหานี้ทั่วถึงกัน ไม่ควรเลือกที่จะสนใจเฉพาะพื้นที่ แต่ควรให้ความสำคัญทุกๆ โครงการที่มีข้อร้องเรียนในเรื่องของความไม่โปร่งใส อย่างเช่น โครงการบัตรสมาร์ทการ์ด โครงการทางพิเศษวงแหวนรอบนอก-รามอินทรา และการจัดซื้อเครื่อง CTX รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลยังไม่ได้ตรวจสอบอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เฉพาะในปี 2548 หน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีนี้เป็นเงินกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท
ส่วนในปี 2549 รัฐบาลเองก็ตั้งเป้าไว้ว่า หน่วยงานภาครัฐจะจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Auction เป็นเงินไม่อย่างน้อย 2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วอย่างไร ระบบ e-Auction ยังคงเป็นระบบที่ดีอยู่หรือไม่ หรือ ระบบ e-Bidding ซึ่งเป็นนวัตกรรมอีกขั้นหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอมา จะสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการฮั้วประมูลได้จะแก้ได้จริงหรือไม่
อยากทราบว่า รัฐบาลจะกำกับดูแลวิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่นี้อย่างไร จะแก้ไขการแข่งขันเทียมที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูลด้วยกันอย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ระบบการประมูลแบบออนไลน์
วิธีการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐเสร็จสิ้นตามกระบวนการเท่านั้น เพราะมีเสียงร่ำลือกันว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่จัดซื้อจัดจ้างกันทั่วประเทศทุกวันนี้ล้วนแต่มีเจ้าของแล้ว
รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวก่อนหน้านี้ ว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทย จะต้องนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐตามมา
การเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานภาครัฐมาเป็น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ของรัฐบาลนี้ เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 นั้น ได้ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการฮั้วประมูลของนักธุรกิจถูกควบคุมได้จริงหรือ
ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในประเทศไทย เป็นปัญหาที่มีมานานเป็นที่รับรู้มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากรัฐบาลเสียที แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครในตอนนี้ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปตรวจสอบกันจำนวนมากจนน่าตกใจ
กรณีปัญหาข้อร้องเรียนการฮั้วประมูลงานโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครในเวลานี้ ไม่ทราบว่า รัฐบาลจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร เป็นความล้มเหลวของระบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ที่รัฐบาลนำมาใช้ได้หรือไม่
เพราะผู้ว่ากรุงเทพมหานครเองในฐานะผู้นำบริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งอดีตอธิบดีกรมตำรวจผู้ตงฉิน พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว. และอดีตอธิบดีกรมตำรวจ มาเป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างทันทีทันใด นับเป็นความกล้าหาญของผู้ว่า กทม. คนนี้ไม่น้อย
หากจะเปรียบเทียบกับผู้นำการเมืองคนอื่นที่มีหน้าที่โดยตรง แต่ไม่ได้ทำการใดๆ จนทำให้สถานการณ์คอร์รัปชันในบ้านเรากลับแย่ลงกว่าเดิม เพราะปัญหาคอร์รัปชันของประเทศจะต้องถูกแก้โดยตัวผู้นำ เช่น กรณีประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง
นอกจากนี้ การที่คนในรัฐบาลประสานเสียงกับนักการเมืองระดับท้องถิ่น เพื่อเรียกร้องสปิริตผู้บริหารกรุงเทพมหานครนั้น อาจจะหนักเกินจริง ควรใจเย็นๆ รอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทำงานก่อน ไม่ควรหวังผลทางการเมืองมากจนเกินพอดี
หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง รัฐบาลก็ควรให้ความสำคัญปัญหานี้ทั่วถึงกัน ไม่ควรเลือกที่จะสนใจเฉพาะพื้นที่ แต่ควรให้ความสำคัญทุกๆ โครงการที่มีข้อร้องเรียนในเรื่องของความไม่โปร่งใส อย่างเช่น โครงการบัตรสมาร์ทการ์ด โครงการทางพิเศษวงแหวนรอบนอก-รามอินทรา และการจัดซื้อเครื่อง CTX รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลยังไม่ได้ตรวจสอบอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เฉพาะในปี 2548 หน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีนี้เป็นเงินกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท
ส่วนในปี 2549 รัฐบาลเองก็ตั้งเป้าไว้ว่า หน่วยงานภาครัฐจะจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Auction เป็นเงินไม่อย่างน้อย 2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วอย่างไร ระบบ e-Auction ยังคงเป็นระบบที่ดีอยู่หรือไม่ หรือ ระบบ e-Bidding ซึ่งเป็นนวัตกรรมอีกขั้นหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอมา จะสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการฮั้วประมูลได้จะแก้ได้จริงหรือไม่
อยากทราบว่า รัฐบาลจะกำกับดูแลวิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่นี้อย่างไร จะแก้ไขการแข่งขันเทียมที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูลด้วยกันอย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ระบบการประมูลแบบออนไลน์
วิธีการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐเสร็จสิ้นตามกระบวนการเท่านั้น เพราะมีเสียงร่ำลือกันว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่จัดซื้อจัดจ้างกันทั่วประเทศทุกวันนี้ล้วนแต่มีเจ้าของแล้ว
แนวทางเพิ่มมาร์เก็ตแคป "แผนตลาดหุ้นดึงธุรกิจบิ๊กสะดุด"
Posted by
MoneyMan
at
8:21 AM
|
มติชนรายวัน วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10252
*หมายเหตุ* : สายงานวิจัยและข้อมูลสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผล ต่ออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E ratio) ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้
**ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่าพีอี
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าพีอี ได้แก่ อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าพีอีสูงสุด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ สภาพคล่องของหลักทรัพย์ ขนาดของบริษัทจดทะเบียน และความเสี่ยงของราคาหุ้น (ค่าเบต้า) ที่อาจเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับภาวะรวมของตลาด
จากการศึกษาข้อมูลบริษัทจดทะเบียนรายบริษัทกว่า 400 บริษัทในเชิงเศรษฐมิติ จากข้อมูลในช่วงไตรมาส 3 ปี 2548 พบว่า บริษัทที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่าอัตราเฉลี่ยของบริษัทอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน 20% มักมีค่าพีอีที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยกว่า 1.4 เท่า หรือหากบริษัทมีนโยบายขยายขนาดของบริษัทให้ใหญ่ขึ้น เช่น การควบรวมกิจการ ก็จะทำให้ค่าพีอีเพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ยได้
ทั้งนี้ หากสามารถเพิ่มขนาดของบริษัทขึ้นมากกว่า 2 เท่าของระดับเฉลี่ย ก็จะสามารถเพิ่มค่าพีอีได้กว่า 0.6 เท่า ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยที่บริษัทสามารถกำหนดได้จากนโยบายของบริษัทเอง
นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว สภาพของหลักทรัพย์ก็เป็นปัจจัยต่อค่าพีอีเช่นกัน โดยพบว่าค่าความเสี่ยงจากราคาหลักทรัพย์ (ค่าเบต้า) ที่เคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับภาวะตลาด และสภาพคล่องของการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทนั้นๆ ส่งผลต่อค่าพีอีอย่างมีนัยสำคัญ หากสามารถลดค่าความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนลง 0.01 จุด หรือหากสภาพคล่องของการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก 20% ก็จะทำให้ค่าพีอีเพิ่มขึ้น 0.07 และ 0.25 เท่า ตามลำดับ
ปัจจุบันค่าพีอีโดยเฉลี่ยของตลาดตราสารทุนอยู่ที่ 9 เท่า ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และเมื่อเปรียบเทียบค่าพีอีรายกลุ่มอุตสาหกรรมระหว่างตลาดหลักทรัพย์ไทยและของประเทศเพื่อนบ้านทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย แล้วพบว่าค่าพีอีของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ของตลาดทุนไทยยังอยู่ในระดับต่ำแทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงในตลาดทุนต่างๆ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งนี้ ค่าพีอีของกลุ่มการเงินในตลาดหลักทรัพย์ของไทยถือว่าต่ำที่สุดและมีค่าน้อยกว่าของตลาดอื่นๆ เกือบเท่าตัว
การเพิ่มขึ้นของค่าพีอีนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัทแล้ว ยังส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์รวมตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเพิ่มพีอีของตลาด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการของบริษัท การเพิ่มขึ้นของหลักทรัพย์จดทะเบียนใหม่ และการเพิ่มขึ้นของค่าพีอี โดยการเพิ่มค่าพีอีจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการเพิ่มมูลค่าตลาด
หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของมาร์เก็ตแคปของตลาดตราสารทุนของไทยในช่วงปี 2545-2548 จะพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ ขนาดของตลาดตราสารทุนไทยเพิ่มขึ้นเกือบครึ่ง (45%) มาจากค่าพีอีที่เพิ่มขึ้น และอีกเกือบครึ่งมาจากผลประกอบการ ของบริษัทจดทะเบียนของไทย
หากพิจารณาปัจจัยการเพิ่มของขนาดตลาดตราสารทุนในเอเชียประเทศอื่นๆ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ในช่วงปี 2543-2546 ก็พบเช่นกันว่าการเพิ่มขึ้นของขนาดตลาดมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าพีอีเป็นสำคัญ แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะไม่เป็นที่น่าพอใจ
ยกตัวอย่างเช่น หากเราสามารถเพิ่มค่าพีอีในกลุ่มการเงินของเราจากปัจจุบันที่ 9 เท่า ให้ใกล้เคียงกับมาเลเซียที่ 15 เท่า เราจะสามารถเพิ่มมูลค่าของมาร์เก็ตแคปของตลาดทุนไทยอีกกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 12% ของมูลค่าในปัจจุบัน
ปัจจุบันมูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดไทยมีมูลค่าประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท (ณ 3 เมษายน 2549) ดังนั้น หากต้องการเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดไทยกว่า 2 เท่า ให้มีมูลค่า 10 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มบทบาทของตลาดทุนให้เทียบเคียงกับระบบธนาคารพาณิชย์ ตามแนวทางของแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ฉบับที่ 2 ซึ่งประกาศใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี (2549-2553) ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องเน้นการเพิ่มค่าพีอีของตลาดเป็นสำคัญ
**ทำไมต้องเพิ่มมาร์เก็ตแคป
ปัจจุบันแม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งระดมทุนที่ต้นทุนต่ำ และการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ยังมีบทบาทน้อยกว่าภาคสถาบันการเงินที่เป็นแหล่งเงินทุนดั้งเดิม อีกทั้งยังมีมาร์เก็ตแคปเล็กกว่าประเทศอื่นๆ การเพิ่มมาร์เก็ตแคปในตลาดตราสารทุนของไทย ซึ่งหมายถึงการขยายตัวและการเจริญเติบโตของตลาด จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนา และเพิ่มบทบาทของตลาดทุน เพื่อความสมดุลระหว่างตลาดทุนและภาคสถาบันการเงิน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
**เพิ่มมาร์เก็ตแคปได้อย่างไร
การจะเพิ่มมาร์เก็ตแคปขึ้นอยู่กับระดับราคาหุ้น ปริมาณหุ้นในตลาดและที่เสนอขายใหม่ ทั้งการเพิ่มทุนของบริษัทเดิมในตลาด และบริษัทที่จะจดทะเบียนใหม่ ซึ่งแต่ละปัจจัยมีผลต่อระดับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมาร์เก็ตแคปไม่เท่ากัน
ปัจจุบันการเพิ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มมาร์เก็ตแคปโดยรวมของไทยมีข้อจำกัด เนื่องจากบริษัทใหญ่มีจำนวนเหลือไม่มาก ดังนั้น การเพิ่มมาร์เก็ตแคปโดยรวม จึงควรมุ่งเน้นการเพิ่มจากบริษัทที่จดทะเบียนอยู่เดิม โดยการเพิ่มค่าพีอีและผลประกอบการของบริษัท
หากเปรียบเทียบตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มที่ประเทศไทยมีค่าพีอีสูงกว่าประเทศอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนน้อยในตลาดของประเทศอื่นๆ และค่าพีอีของไทยก็สูงกว่าไม่มากนัก ตรงกันข้ามกับกลุ่มการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีนัยสำคัญมากในประเทศอื่นๆ แต่ประเทศไทยกลับมีค่าพีอีต่ำกว่าประเทศอื่นๆ มาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าพีอีโดยรวมของไทยยังคงต่ำกว่าประเทศอื่น
*หมายเหตุ* : สายงานวิจัยและข้อมูลสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผล ต่ออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E ratio) ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้
**ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่าพีอี
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าพีอี ได้แก่ อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าพีอีสูงสุด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ สภาพคล่องของหลักทรัพย์ ขนาดของบริษัทจดทะเบียน และความเสี่ยงของราคาหุ้น (ค่าเบต้า) ที่อาจเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับภาวะรวมของตลาด
จากการศึกษาข้อมูลบริษัทจดทะเบียนรายบริษัทกว่า 400 บริษัทในเชิงเศรษฐมิติ จากข้อมูลในช่วงไตรมาส 3 ปี 2548 พบว่า บริษัทที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่าอัตราเฉลี่ยของบริษัทอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน 20% มักมีค่าพีอีที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยกว่า 1.4 เท่า หรือหากบริษัทมีนโยบายขยายขนาดของบริษัทให้ใหญ่ขึ้น เช่น การควบรวมกิจการ ก็จะทำให้ค่าพีอีเพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ยได้
ทั้งนี้ หากสามารถเพิ่มขนาดของบริษัทขึ้นมากกว่า 2 เท่าของระดับเฉลี่ย ก็จะสามารถเพิ่มค่าพีอีได้กว่า 0.6 เท่า ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยที่บริษัทสามารถกำหนดได้จากนโยบายของบริษัทเอง
นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว สภาพของหลักทรัพย์ก็เป็นปัจจัยต่อค่าพีอีเช่นกัน โดยพบว่าค่าความเสี่ยงจากราคาหลักทรัพย์ (ค่าเบต้า) ที่เคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับภาวะตลาด และสภาพคล่องของการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทนั้นๆ ส่งผลต่อค่าพีอีอย่างมีนัยสำคัญ หากสามารถลดค่าความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนลง 0.01 จุด หรือหากสภาพคล่องของการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก 20% ก็จะทำให้ค่าพีอีเพิ่มขึ้น 0.07 และ 0.25 เท่า ตามลำดับ
ปัจจุบันค่าพีอีโดยเฉลี่ยของตลาดตราสารทุนอยู่ที่ 9 เท่า ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และเมื่อเปรียบเทียบค่าพีอีรายกลุ่มอุตสาหกรรมระหว่างตลาดหลักทรัพย์ไทยและของประเทศเพื่อนบ้านทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย แล้วพบว่าค่าพีอีของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ของตลาดทุนไทยยังอยู่ในระดับต่ำแทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงในตลาดทุนต่างๆ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งนี้ ค่าพีอีของกลุ่มการเงินในตลาดหลักทรัพย์ของไทยถือว่าต่ำที่สุดและมีค่าน้อยกว่าของตลาดอื่นๆ เกือบเท่าตัว
การเพิ่มขึ้นของค่าพีอีนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัทแล้ว ยังส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์รวมตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเพิ่มพีอีของตลาด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการของบริษัท การเพิ่มขึ้นของหลักทรัพย์จดทะเบียนใหม่ และการเพิ่มขึ้นของค่าพีอี โดยการเพิ่มค่าพีอีจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการเพิ่มมูลค่าตลาด
หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของมาร์เก็ตแคปของตลาดตราสารทุนของไทยในช่วงปี 2545-2548 จะพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ ขนาดของตลาดตราสารทุนไทยเพิ่มขึ้นเกือบครึ่ง (45%) มาจากค่าพีอีที่เพิ่มขึ้น และอีกเกือบครึ่งมาจากผลประกอบการ ของบริษัทจดทะเบียนของไทย
หากพิจารณาปัจจัยการเพิ่มของขนาดตลาดตราสารทุนในเอเชียประเทศอื่นๆ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ในช่วงปี 2543-2546 ก็พบเช่นกันว่าการเพิ่มขึ้นของขนาดตลาดมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าพีอีเป็นสำคัญ แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะไม่เป็นที่น่าพอใจ
ยกตัวอย่างเช่น หากเราสามารถเพิ่มค่าพีอีในกลุ่มการเงินของเราจากปัจจุบันที่ 9 เท่า ให้ใกล้เคียงกับมาเลเซียที่ 15 เท่า เราจะสามารถเพิ่มมูลค่าของมาร์เก็ตแคปของตลาดทุนไทยอีกกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 12% ของมูลค่าในปัจจุบัน
ปัจจุบันมูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดไทยมีมูลค่าประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท (ณ 3 เมษายน 2549) ดังนั้น หากต้องการเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดไทยกว่า 2 เท่า ให้มีมูลค่า 10 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มบทบาทของตลาดทุนให้เทียบเคียงกับระบบธนาคารพาณิชย์ ตามแนวทางของแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ฉบับที่ 2 ซึ่งประกาศใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี (2549-2553) ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องเน้นการเพิ่มค่าพีอีของตลาดเป็นสำคัญ
**ทำไมต้องเพิ่มมาร์เก็ตแคป
ปัจจุบันแม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งระดมทุนที่ต้นทุนต่ำ และการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ยังมีบทบาทน้อยกว่าภาคสถาบันการเงินที่เป็นแหล่งเงินทุนดั้งเดิม อีกทั้งยังมีมาร์เก็ตแคปเล็กกว่าประเทศอื่นๆ การเพิ่มมาร์เก็ตแคปในตลาดตราสารทุนของไทย ซึ่งหมายถึงการขยายตัวและการเจริญเติบโตของตลาด จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนา และเพิ่มบทบาทของตลาดทุน เพื่อความสมดุลระหว่างตลาดทุนและภาคสถาบันการเงิน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
**เพิ่มมาร์เก็ตแคปได้อย่างไร
การจะเพิ่มมาร์เก็ตแคปขึ้นอยู่กับระดับราคาหุ้น ปริมาณหุ้นในตลาดและที่เสนอขายใหม่ ทั้งการเพิ่มทุนของบริษัทเดิมในตลาด และบริษัทที่จะจดทะเบียนใหม่ ซึ่งแต่ละปัจจัยมีผลต่อระดับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมาร์เก็ตแคปไม่เท่ากัน
ปัจจุบันการเพิ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มมาร์เก็ตแคปโดยรวมของไทยมีข้อจำกัด เนื่องจากบริษัทใหญ่มีจำนวนเหลือไม่มาก ดังนั้น การเพิ่มมาร์เก็ตแคปโดยรวม จึงควรมุ่งเน้นการเพิ่มจากบริษัทที่จดทะเบียนอยู่เดิม โดยการเพิ่มค่าพีอีและผลประกอบการของบริษัท
หากเปรียบเทียบตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มที่ประเทศไทยมีค่าพีอีสูงกว่าประเทศอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนน้อยในตลาดของประเทศอื่นๆ และค่าพีอีของไทยก็สูงกว่าไม่มากนัก ตรงกันข้ามกับกลุ่มการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีนัยสำคัญมากในประเทศอื่นๆ แต่ประเทศไทยกลับมีค่าพีอีต่ำกว่าประเทศอื่นๆ มาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าพีอีโดยรวมของไทยยังคงต่ำกว่าประเทศอื่น
ไม่จ่ายภาษี...ไม้ตายอารยะขัดขืน!
แม้ "ลัทธิดื้อแพ่ง" หรือ "อารยะขัดขืน" ตามสิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 มาตรา 65 จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งไปแล้ว ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา
แต่ยังมีอีกกระบวนการหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรมในการปกครอง อยู่ในสภาวะ "ชะงักงัน" ทางการบริหารประเทศได้ นั่นก็คือ "การใช้สิทธิขัดขืนของพลเมืองโดยไม่จ่ายภาษี" หรือ Tax Revolt ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว โดยคณาจารย์ส่วนหนึ่งของภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"ตอนนี้ผม อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ที่คณะหลายๆ คนได้ใช้มาตรการไม่จ่ายภาษีกัน" ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เอ่ย และว่า "เราจะใช้มาตรการนี้จนกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะลาออกไป ผมยอมที่จะถูกปรับสัปดาห์ละ 100 บาท บวกกับอีก 1% ของภาษีที่จะจ่ายเพิ่ม เรายอมที่จะให้เขาลงโทษ แต่เราจะดื้อ"
ศ.ดร.จรัส อธิบายว่า ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น พลเมืองมีหน้าที่ 2 อย่างคือ การเลือกคณะบุคคลเข้าทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และให้คณะบุคคลนั้นมีหน้าที่ในการกำกับดูแลรัฐบาล ผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งก็มีหน้าที่นำเงินภาษีไปใช้จ่ายในการบริหารประเทศ จัดบริการสาธารณะต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรม
กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐบาลมีความผูกพันกันเสมือนหนึ่งมีการค้าขายและแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ รัฐบาลและพลเมืองจะต้องมีจริยธรรมด้วยกันทั้งคู่ จึงจะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น
แต่เมื่อใดก็ตามที่พลเมืองไม่ไว้ใจรัฐบาล เห็นว่ารัฐบาลไม่ซื่อสัตย์ คอร์รัปชัน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพลเมืองโดยส่วนรวม พลเมืองก็ย่อมมีสิทธิปฏิเสธรัฐบาลโดยการไม่ทำหน้าที่ขั้นพื้นฐานดังกล่าว ด้วยการไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงเจตนาที่จะไม่เลือกตัวแทนขึ้นไปทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และการไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล
"ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลเป็นทรัพย์สินของพลเมือง ดังนั้นพลเมืองต้องใช้รัฐบาลให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และต้องทำให้รัฐบาลรู้สึกว่าไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้ โดยพลเมืองมีหน้าที่กำหนดว่ารัฐบาลทำอะไรได้แค่ไหน แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำ กลับใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม พลเมืองก็สามารถประท้วงรัฐบาลได้ตามหลัก Exit-Voice Principle เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราไม่ประสงค์ที่จะเป็นพลเมืองของรัฐบาลนั้นๆ อีกต่อไป" ศ.ดร.จรัส ยังบอกอีกว่า ผลการลงคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (โนโหวต) ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดง "อารยะขัดขืน" รูปแบบหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่า การไม่เลือกของพลเมือง เพราะว่าไม่ชอบ และเลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ และหากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในภาวะที่รัฐบาลยังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็อาจจะมีการ "บอยคอต" โดยการไม่ทำหน้าที่พลเมือง คือ จะไม่ไปเลือกตั้งอีกเลย และตามด้วยมาตรการขั้นสุดท้าย คือการไม่ยอมเสียภาษี !
"การต่อต้านการเสียภาษีเป็นสิ่งที่นักการคลังกลัวมากที่สุด การจะใช้มาตรการนี้ต้องระมัดระวัง และจะไม่ใช้จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายจริงๆ เพราะถ้าใช้แล้ว การเรียกร้องให้ประชาชนกลับมาเสียภาษีเหมือนเดิมเป็นเรื่องยาก ถ้ารัฐบาลตาย เราก็ตายไปด้วย การไม่เสียภาษีเป็นการต่อต้านที่สันติ แต่มีผลรุนแรงมาก เพราะจะส่งผลให้สถานะทางการเงินการคลังของประเทศอ่อนแอ ในที่สุดรัฐบาลจะอยู่ในอำนาจไม่ได้"
ศ.ดร.จรัส ยังบอกด้วยว่า การใช้มาตรการต่อต้านทางภาษีของพลเมือง เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 ที่ซานฟรานซิสโก มีชาวเมืองลุกขึ้นต่อต้านคณะผู้บริหารนคร ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาเล่นการเมืองแล้วแสวงหาผลประโยชน์ จนมีหนี้สาธารณะจำนวนมาก ชาวเมืองจึงไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้รัฐบาลนักธุรกิจ ต้องเผชิญกับวิกฤติการคลัง จนสุดท้ายต้องยอมลงจากอำนาจ ส่วนกรณีที่ถือเป็นบทเรียน ที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกรู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือการขับเคลื่อนของการเมืองภาคพลเมืองครั้งใหญ่ ด้วยการไม่เสียภาษีของชาวแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ.1970 ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่โปร่งใสของคณะผู้บริหารท้องถิ่น ที่ใช้นโยบายเอื้ออาทร สร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ใช้เงินภาษีเพื่อสร้างคะแนนนิยมจากชนชั้นล่าง ทำให้ชาวเมืองในนครแคลิฟอร์เนียรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลด้วยการไม่จ่ายภาษี จนคณะผู้บริหารต้องพ้นจากอำนาจไป
"การใช้มาตรการนี้ต่อสู้กับรัฐบาลเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าต้องเผชิญกับวิกฤติรัฐบาลที่ไร้คุณธรรมอย่างรุนแรง และใช้มาตรการประท้วงอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น โดยการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องใช้วิธีการนี้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ให้เลื่อนการจ่ายภาษีออกไป" ศ.ดร.จรัส ระบุ ก่อนจะย้ำทิ้งท้ายว่า
"ทุกคนมีสิทธิต่อต้านด้วยวิธีการนี้ได้ ในหลักการที่เรียกว่า Exit-Voice Principle ถ้าเราเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"
แต่ยังมีอีกกระบวนการหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรมในการปกครอง อยู่ในสภาวะ "ชะงักงัน" ทางการบริหารประเทศได้ นั่นก็คือ "การใช้สิทธิขัดขืนของพลเมืองโดยไม่จ่ายภาษี" หรือ Tax Revolt ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว โดยคณาจารย์ส่วนหนึ่งของภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"ตอนนี้ผม อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ที่คณะหลายๆ คนได้ใช้มาตรการไม่จ่ายภาษีกัน" ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เอ่ย และว่า "เราจะใช้มาตรการนี้จนกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะลาออกไป ผมยอมที่จะถูกปรับสัปดาห์ละ 100 บาท บวกกับอีก 1% ของภาษีที่จะจ่ายเพิ่ม เรายอมที่จะให้เขาลงโทษ แต่เราจะดื้อ"
ศ.ดร.จรัส อธิบายว่า ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น พลเมืองมีหน้าที่ 2 อย่างคือ การเลือกคณะบุคคลเข้าทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และให้คณะบุคคลนั้นมีหน้าที่ในการกำกับดูแลรัฐบาล ผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งก็มีหน้าที่นำเงินภาษีไปใช้จ่ายในการบริหารประเทศ จัดบริการสาธารณะต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรม
กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐบาลมีความผูกพันกันเสมือนหนึ่งมีการค้าขายและแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ รัฐบาลและพลเมืองจะต้องมีจริยธรรมด้วยกันทั้งคู่ จึงจะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น
แต่เมื่อใดก็ตามที่พลเมืองไม่ไว้ใจรัฐบาล เห็นว่ารัฐบาลไม่ซื่อสัตย์ คอร์รัปชัน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพลเมืองโดยส่วนรวม พลเมืองก็ย่อมมีสิทธิปฏิเสธรัฐบาลโดยการไม่ทำหน้าที่ขั้นพื้นฐานดังกล่าว ด้วยการไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงเจตนาที่จะไม่เลือกตัวแทนขึ้นไปทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และการไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล
"ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลเป็นทรัพย์สินของพลเมือง ดังนั้นพลเมืองต้องใช้รัฐบาลให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และต้องทำให้รัฐบาลรู้สึกว่าไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้ โดยพลเมืองมีหน้าที่กำหนดว่ารัฐบาลทำอะไรได้แค่ไหน แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำ กลับใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม พลเมืองก็สามารถประท้วงรัฐบาลได้ตามหลัก Exit-Voice Principle เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราไม่ประสงค์ที่จะเป็นพลเมืองของรัฐบาลนั้นๆ อีกต่อไป" ศ.ดร.จรัส ยังบอกอีกว่า ผลการลงคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (โนโหวต) ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดง "อารยะขัดขืน" รูปแบบหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่า การไม่เลือกของพลเมือง เพราะว่าไม่ชอบ และเลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ และหากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในภาวะที่รัฐบาลยังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็อาจจะมีการ "บอยคอต" โดยการไม่ทำหน้าที่พลเมือง คือ จะไม่ไปเลือกตั้งอีกเลย และตามด้วยมาตรการขั้นสุดท้าย คือการไม่ยอมเสียภาษี !
"การต่อต้านการเสียภาษีเป็นสิ่งที่นักการคลังกลัวมากที่สุด การจะใช้มาตรการนี้ต้องระมัดระวัง และจะไม่ใช้จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายจริงๆ เพราะถ้าใช้แล้ว การเรียกร้องให้ประชาชนกลับมาเสียภาษีเหมือนเดิมเป็นเรื่องยาก ถ้ารัฐบาลตาย เราก็ตายไปด้วย การไม่เสียภาษีเป็นการต่อต้านที่สันติ แต่มีผลรุนแรงมาก เพราะจะส่งผลให้สถานะทางการเงินการคลังของประเทศอ่อนแอ ในที่สุดรัฐบาลจะอยู่ในอำนาจไม่ได้"
ศ.ดร.จรัส ยังบอกด้วยว่า การใช้มาตรการต่อต้านทางภาษีของพลเมือง เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 ที่ซานฟรานซิสโก มีชาวเมืองลุกขึ้นต่อต้านคณะผู้บริหารนคร ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาเล่นการเมืองแล้วแสวงหาผลประโยชน์ จนมีหนี้สาธารณะจำนวนมาก ชาวเมืองจึงไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้รัฐบาลนักธุรกิจ ต้องเผชิญกับวิกฤติการคลัง จนสุดท้ายต้องยอมลงจากอำนาจ ส่วนกรณีที่ถือเป็นบทเรียน ที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกรู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือการขับเคลื่อนของการเมืองภาคพลเมืองครั้งใหญ่ ด้วยการไม่เสียภาษีของชาวแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ.1970 ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่โปร่งใสของคณะผู้บริหารท้องถิ่น ที่ใช้นโยบายเอื้ออาทร สร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ใช้เงินภาษีเพื่อสร้างคะแนนนิยมจากชนชั้นล่าง ทำให้ชาวเมืองในนครแคลิฟอร์เนียรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลด้วยการไม่จ่ายภาษี จนคณะผู้บริหารต้องพ้นจากอำนาจไป
"การใช้มาตรการนี้ต่อสู้กับรัฐบาลเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าต้องเผชิญกับวิกฤติรัฐบาลที่ไร้คุณธรรมอย่างรุนแรง และใช้มาตรการประท้วงอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น โดยการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องใช้วิธีการนี้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ให้เลื่อนการจ่ายภาษีออกไป" ศ.ดร.จรัส ระบุ ก่อนจะย้ำทิ้งท้ายว่า
"ทุกคนมีสิทธิต่อต้านด้วยวิธีการนี้ได้ ในหลักการที่เรียกว่า Exit-Voice Principle ถ้าเราเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"
เราเข้าใจ Civil Disobidience กันดีแค่ไหน?
Posted by
MoneyMan
at
8:18 AM
|
ธรรมรัฐวิจารณ์ : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2549
มีเหตุการณ์สำคัญๆ หลายต่อหลายเรื่องเกิดขึ้นในช่วงวันเลือกตั้ง 2 เมษายนที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดข้อสงสัย และคำถามตามมาถึงสิ่งที่คนจำนวนหนึ่ง เรียกกันว่าเป็น "อารยะขัดขืน" ความจริงโดยส่วนตัวได้ยินการพูดถ้อยคำนี้ มาจากบุคคลบางคนในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการกล่าวอ้างเป็นมาตรการตอบโต้ ต่อรัฐบาลรักษาการในขณะนั้น
ซึ่งคำว่า "อารยะขัดขืน" ที่ผู้แปลนำมาจากความหมายในภาษาอังกฤษ ว่า Civil Disobidience ได้ก่อให้เกิดความสับสน และทำให้ไม่สามารถเข้าใจเจตนาที่แน่ชัดของผู้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา กระทั่งวันหนึ่งได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ของคนใกล้ตัว ได้ฉีกบัตรเลือกตั้ง โดยประกาศว่าเป็นการกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 65 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า "บุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญที่ว่าคือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ.2540 นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคงไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ชี้ผิดถูกต่อคดีความที่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องการนำเสนอ เพียงแต่ต้องการให้ความรู้ และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ Civil Disobidience ที่ขออนุญาตแปลเป็นภาษาของตนเอง ว่า "การปฏิเสธอำนาจรัฐของพลเมือง" นี้ จะเป็นมุมมองทางด้านสังคมวิทยาประกอบกับความรู้เกี่ยวกับกลไกทางการเมืองการปกครองที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ
การแข็งข้อแข็งขืนหรือการปฏิเสธอำนาจรัฐนี้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ตามความเข้าใจของวิญญูชนที่ได้ติดตามปัญหาความเป็นไปของการเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา จะพบว่า ประเทศไทยในอดีตต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ปฏิวัติรัฐประหารมีรัฐบาล ซึ่งมีที่มาอย่างไม่ชอบธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อมีการร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จึงได้มีผู้ดำรินำแนวความคิดของตะวันตก ว่าด้วยวิธีการตอบโต้ต่ออำนาจรัฐเผด็จการทหาร หรือเผด็จการพลเรือนมาเป็นบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญ
เมื่อเป็นเช่นนี้จะพบว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในมาตรา 65 ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะให้โอกาสภาคประชาชนได้มีกลไกบางอย่าง ซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญในการกระทำที่ไม่เกินขอบเขตของกฎหมายทั่วไป ในการตอบโต้รัฐบาลที่มีที่มาอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม
อาทิเช่น มาตรการทางภาษีอากรที่มักจะมีการประกาศอย่างแน่ชัดว่า ไม่ต้องการเสียภาษีให้แก่รัฐนั้นๆ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นสิ่งที่ขัดต่อจริยธรรมและตัวบทกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การเฉื่อยงานในสถานประกอบการต่างๆ รวมไปถึงการตอบโต้ไม่ใช้สินค้าบริการ ของกลุ่มทุนที่มีส่วนสนับสนุนกิจการของรัฐนั้นๆ ต่างยอมรับกันว่าเป็นแนวทางที่กระทำได้ในเชิงสันติวิธี
จึงต้องให้กรณีการฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นอุทาหรณ์ให้วินิจฉัยกันต่อไปว่าวิธีการต่อต้านโดยสงบนั้น น่าจะครอบคลุมหรือกินความไปมากน้อยแค่ไหนในบริบทของสังคมไทย ซึ่งหากเทียบเคียงกับกรณีการเผาธงชาติสหรัฐอเมริกาที่ทางศาลสูงสุด หรือ The Supreme Court ได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า "การเผาธงชาติของสหรัฐนั้นไม่ถือเป็นการกระทำความผิด" ทั้งนี้ก็ด้วยมุมมองที่ทางผู้พิพากษาศาลสูงของสหรัฐเห็นว่าเป็นการแสดงออกว่าด้วยเสรีภาพทางการเมืองในการประท้วง หรือตอบโต้อย่างสงบต่อการดำเนินนโยบายใดๆ ของรัฐ
เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า กรณีการเผาธงชาติสหรัฐนั้น เป็นการกระทำที่ศาลให้ความสำคัญ กับสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองค่อนข้างมาก แต่ต้องระลึกว่าวิธีการทางการปกครอง และระบบนิติวิธีของสหรัฐอเมริกา กับอีกหลายประเทศในโลก เป็นไปในรูปแบบของกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งข้อวินิจฉัยว่าด้วยการเผาธงชาติสหรัฐนี้ได้บัญญัติไว้ ตามคำพิพากษาของศาลสูงมาเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มิใช่ว่าจะมีการยอมรับโดยดุษณี ยังคงมีการท้าทายกฎหมายที่ไม่ลงโทษพลเมือง ผู้เผาธงชาติสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอมา แต่ในระยะหลังจะสังเกตเห็นได้ว่าคะแนนที่ลงมติเห็นว่า "การเผาธงชาติสหรัฐ" เป็นสิ่งผิดกฎหมายมีแนวโน้มสูงมากขึ้น เป็นบทสะท้อนถึงความเคลือบแคลงสงสัย และมุมมองที่แตกต่างกันของคณะตุลาการที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ด้วยเหตุทั้งหมดที่อ้างอิงถึงนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีการทำลายบัตรเลือกตั้งแบบจงใจ ในหลายเขตเลือกตั้งของประเทศไทย น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันระดมสมองกันดูว่า พฤติกรรม และเจตนาในการกระทำการ ในขณะที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นข้อห้ามไว้นั้น จะเข้าข่ายได้รับการยกเว้นโทษตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอันเป็นกฎหมายสูงสุดหรือไม่อย่างไร?
มีเหตุการณ์สำคัญๆ หลายต่อหลายเรื่องเกิดขึ้นในช่วงวันเลือกตั้ง 2 เมษายนที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดข้อสงสัย และคำถามตามมาถึงสิ่งที่คนจำนวนหนึ่ง เรียกกันว่าเป็น "อารยะขัดขืน" ความจริงโดยส่วนตัวได้ยินการพูดถ้อยคำนี้ มาจากบุคคลบางคนในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการกล่าวอ้างเป็นมาตรการตอบโต้ ต่อรัฐบาลรักษาการในขณะนั้น
ซึ่งคำว่า "อารยะขัดขืน" ที่ผู้แปลนำมาจากความหมายในภาษาอังกฤษ ว่า Civil Disobidience ได้ก่อให้เกิดความสับสน และทำให้ไม่สามารถเข้าใจเจตนาที่แน่ชัดของผู้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา กระทั่งวันหนึ่งได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ของคนใกล้ตัว ได้ฉีกบัตรเลือกตั้ง โดยประกาศว่าเป็นการกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 65 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า "บุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญที่ว่าคือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ.2540 นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคงไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ชี้ผิดถูกต่อคดีความที่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องการนำเสนอ เพียงแต่ต้องการให้ความรู้ และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ Civil Disobidience ที่ขออนุญาตแปลเป็นภาษาของตนเอง ว่า "การปฏิเสธอำนาจรัฐของพลเมือง" นี้ จะเป็นมุมมองทางด้านสังคมวิทยาประกอบกับความรู้เกี่ยวกับกลไกทางการเมืองการปกครองที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ
การแข็งข้อแข็งขืนหรือการปฏิเสธอำนาจรัฐนี้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ตามความเข้าใจของวิญญูชนที่ได้ติดตามปัญหาความเป็นไปของการเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา จะพบว่า ประเทศไทยในอดีตต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ปฏิวัติรัฐประหารมีรัฐบาล ซึ่งมีที่มาอย่างไม่ชอบธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อมีการร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จึงได้มีผู้ดำรินำแนวความคิดของตะวันตก ว่าด้วยวิธีการตอบโต้ต่ออำนาจรัฐเผด็จการทหาร หรือเผด็จการพลเรือนมาเป็นบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญ
เมื่อเป็นเช่นนี้จะพบว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในมาตรา 65 ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะให้โอกาสภาคประชาชนได้มีกลไกบางอย่าง ซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญในการกระทำที่ไม่เกินขอบเขตของกฎหมายทั่วไป ในการตอบโต้รัฐบาลที่มีที่มาอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม
อาทิเช่น มาตรการทางภาษีอากรที่มักจะมีการประกาศอย่างแน่ชัดว่า ไม่ต้องการเสียภาษีให้แก่รัฐนั้นๆ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นสิ่งที่ขัดต่อจริยธรรมและตัวบทกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การเฉื่อยงานในสถานประกอบการต่างๆ รวมไปถึงการตอบโต้ไม่ใช้สินค้าบริการ ของกลุ่มทุนที่มีส่วนสนับสนุนกิจการของรัฐนั้นๆ ต่างยอมรับกันว่าเป็นแนวทางที่กระทำได้ในเชิงสันติวิธี
จึงต้องให้กรณีการฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นอุทาหรณ์ให้วินิจฉัยกันต่อไปว่าวิธีการต่อต้านโดยสงบนั้น น่าจะครอบคลุมหรือกินความไปมากน้อยแค่ไหนในบริบทของสังคมไทย ซึ่งหากเทียบเคียงกับกรณีการเผาธงชาติสหรัฐอเมริกาที่ทางศาลสูงสุด หรือ The Supreme Court ได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า "การเผาธงชาติของสหรัฐนั้นไม่ถือเป็นการกระทำความผิด" ทั้งนี้ก็ด้วยมุมมองที่ทางผู้พิพากษาศาลสูงของสหรัฐเห็นว่าเป็นการแสดงออกว่าด้วยเสรีภาพทางการเมืองในการประท้วง หรือตอบโต้อย่างสงบต่อการดำเนินนโยบายใดๆ ของรัฐ
เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า กรณีการเผาธงชาติสหรัฐนั้น เป็นการกระทำที่ศาลให้ความสำคัญ กับสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองค่อนข้างมาก แต่ต้องระลึกว่าวิธีการทางการปกครอง และระบบนิติวิธีของสหรัฐอเมริกา กับอีกหลายประเทศในโลก เป็นไปในรูปแบบของกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งข้อวินิจฉัยว่าด้วยการเผาธงชาติสหรัฐนี้ได้บัญญัติไว้ ตามคำพิพากษาของศาลสูงมาเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มิใช่ว่าจะมีการยอมรับโดยดุษณี ยังคงมีการท้าทายกฎหมายที่ไม่ลงโทษพลเมือง ผู้เผาธงชาติสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอมา แต่ในระยะหลังจะสังเกตเห็นได้ว่าคะแนนที่ลงมติเห็นว่า "การเผาธงชาติสหรัฐ" เป็นสิ่งผิดกฎหมายมีแนวโน้มสูงมากขึ้น เป็นบทสะท้อนถึงความเคลือบแคลงสงสัย และมุมมองที่แตกต่างกันของคณะตุลาการที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ด้วยเหตุทั้งหมดที่อ้างอิงถึงนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีการทำลายบัตรเลือกตั้งแบบจงใจ ในหลายเขตเลือกตั้งของประเทศไทย น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันระดมสมองกันดูว่า พฤติกรรม และเจตนาในการกระทำการ ในขณะที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นข้อห้ามไว้นั้น จะเข้าข่ายได้รับการยกเว้นโทษตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอันเป็นกฎหมายสูงสุดหรือไม่อย่างไร?
กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ
กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพจัดเป็น กองทุนชนิดหนึ่ง นั่นคือจะมีการรวมเงินจากคนโดยทั่วไป แล้วนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในตราสารต่าง ๆ ทั้งตราสารหนี้ และตราสารทุน (หุ้น) แต่กองทุนชนิดนี้จะเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อการออมเงินไว้ใช้หลังจากเกษียณแล้ว (เพื่อการเลี้ยงชีพยามชรา)
ความเหมือนและแตกต่าง ของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพและกองทุนทั่วไป

กองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการออมเงินในวัยทำงาน แล้วนำไปใช้ยามเกษียณนั้น จะมีชื่อเรียกอยู่ 3 แบบ
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ : คือกองทุนที่บริษัทบางบริษัท จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการนอกเหนือจากเงินค่าจ้างประจำ โดยเป็นการรวบรวมเงินด้วยการลงขันอย่างสมัครใจ ระหว่างลูกจ้างและบริษัทนายจ้าง ส่วนที่หักจากเงินเดือนของลูกจ้างเรียกว่า "เงินสะสม)
2. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) : ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของข้าราชการนั่นเอง
3. กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ : เป็นทางเลือกอิสระขอผู้ที่ไม่มีการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ผู้ที่มีอาชีพอิสระอย่างทนายหรือ แพทย์ หรือผู้มี่มีการลงทุนในกองทุนประเภทนี้อยู่แล้วที่อยากซื้อเพิ่มเติม
ความเหมือนและแตกต่าง ของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพและกองทุนทั่วไป

กองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการออมเงินในวัยทำงาน แล้วนำไปใช้ยามเกษียณนั้น จะมีชื่อเรียกอยู่ 3 แบบ
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ : คือกองทุนที่บริษัทบางบริษัท จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการนอกเหนือจากเงินค่าจ้างประจำ โดยเป็นการรวบรวมเงินด้วยการลงขันอย่างสมัครใจ ระหว่างลูกจ้างและบริษัทนายจ้าง ส่วนที่หักจากเงินเดือนของลูกจ้างเรียกว่า "เงินสะสม)
2. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) : ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของข้าราชการนั่นเอง
3. กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ : เป็นทางเลือกอิสระขอผู้ที่ไม่มีการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ผู้ที่มีอาชีพอิสระอย่างทนายหรือ แพทย์ หรือผู้มี่มีการลงทุนในกองทุนประเภทนี้อยู่แล้วที่อยากซื้อเพิ่มเติม
กองทุนรวม
Posted by
MoneyMan
at
7:27 AM
|
กองทุนรวม (Mutual Fund หรือ Unit Trust) คือโครงการที่จัดตั้งขึ้น โดยการนำเงินของแต่ละคน ซึ่งถือเป็นนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย มากองรวมกันให้เป็นก้อนใหญ่ โดยคุณ ๆ ผู้ลงขันกันนี้จะได้หน่วย ลงทุน เป็นหลักฐานมีส่วนร่วมในกองเงินดังกล่าว กองเงินนั้น ๆ จะมีมืออาชีพทางด้านการลงทุน ทำหน้าที่ในการนำเงินไปลงทุน และเมื่อมีดอกผลจากการลงทุนก็จะนำมาเฉลี่ยกลับคืนให้กับผู้ที่ลงเงินกันไว้ในคราวแรกอีกทีหนึ่ง ซึ่งการลงทุนที่เกิดจากการรวมเงินให้เป็นก้อนใหญ่นี้จะทำให้ผู้มีเงินทุนจำนวนน้อยมีโอกาสกระจายความเสี่ยงในลักษณกะของการกระจายการลงทุนในตราสารทางการเงินประเภทต่าง ๆ ได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีเงินทุนจำนวนมาก
ดอกผลที่เกิดจากการลงทุนในกองทุนนั้นมีอยู่ 2 แบบนั่นคือ
1. เงินปันผล ซึ่งบางกองทุนจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง
2. ส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ หากกองทุนไม่ได้ปันผลออกมา แต่กำไรที่ได้จากการลงทุนก็จะถูกนำไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมอยู่ในมูลค่าสุทธิของกองทุนนั้นเอง
ประโยชน์จากการลงทุนกับกองทุนรวม
1. มีมืออาชีพบริหารเงินให้
2. มีการกกระจายความเสี่ยง
3. มีสิทธิพิเศษในการลงทุนของกองทุนรวม
4. มีสภาพคล่องดี
5. มีทางเลือกมากมาย
ประเภทของกองทุนรวม
แบ่งตามลักษณะการจัดจำหน่าย และการรับซื้อคืนกองทุนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
กองทุนปิด (Closed - end Fund) คือกองทุนที่บริษัทจัดการไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน จนกว่าจะครบกำหนดจำนวนหน่วยลงทุนและอายุของกองทุนไว้อย่างแน่นอน และจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวตอนเริ่มต้นโครงการ
กองทุนเปิด (Open - end Fund) คือกองทุนที่บริษัทจัดการเปิดขายหน่วยลงทุนและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจากผู้ลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ การซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดจะมีลักษณะเป็นการซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากผู้ซื้อและขายในวันนั้นจะทราบ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ( NAV) ก็ตอนสิ้นวันทำการ แต่มูลค่าของกองทุนจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนักในแต่ละวัน
ดอกผลที่เกิดจากการลงทุนในกองทุนนั้นมีอยู่ 2 แบบนั่นคือ
1. เงินปันผล ซึ่งบางกองทุนจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง
2. ส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ หากกองทุนไม่ได้ปันผลออกมา แต่กำไรที่ได้จากการลงทุนก็จะถูกนำไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมอยู่ในมูลค่าสุทธิของกองทุนนั้นเอง
ประโยชน์จากการลงทุนกับกองทุนรวม
1. มีมืออาชีพบริหารเงินให้
2. มีการกกระจายความเสี่ยง
3. มีสิทธิพิเศษในการลงทุนของกองทุนรวม
4. มีสภาพคล่องดี
5. มีทางเลือกมากมาย
ประเภทของกองทุนรวม
แบ่งตามลักษณะการจัดจำหน่าย และการรับซื้อคืนกองทุนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
กองทุนปิด (Closed - end Fund) คือกองทุนที่บริษัทจัดการไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน จนกว่าจะครบกำหนดจำนวนหน่วยลงทุนและอายุของกองทุนไว้อย่างแน่นอน และจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวตอนเริ่มต้นโครงการ
กองทุนเปิด (Open - end Fund) คือกองทุนที่บริษัทจัดการเปิดขายหน่วยลงทุนและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจากผู้ลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ การซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดจะมีลักษณะเป็นการซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากผู้ซื้อและขายในวันนั้นจะทราบ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ( NAV) ก็ตอนสิ้นวันทำการ แต่มูลค่าของกองทุนจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนักในแต่ละวัน
กลยุทธ์การลงทุน (Investment strategies)
ในการลงทุนจำเป็นต้องกลยุทธ์ หรือวิธีการอันแยบยลในการลงทุนเพื่อให้เกิดผลจากการลงทุนมากที่สุด หากไม่มีการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนอาจทำให้การลงทุนไม่ตื่นเต้น ไม่จุดหมาย และบางทีอาจทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้ม ในการกำหนดกลยุทธ์นั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือ กำหนดเป้าหมายการลงทุน (Setting investment goals) เสียก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนที่กำหนดไว้
เป้าหมายการลงทุนของบุคคลและครอบครัว โดยทั่วไปมี 3 อย่างคือ
1.เป้าหมายเพื่อเป็นเงินทุนยามฉุกเฉิน (Goals for precautionary funds) ทุกคนย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องการมีเงินสักก้อนหนึ่งไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน โดยทั่วไปจะกันเงินประมาณ 6-7 เท่าของเงินเดือนมาเป็นเงินทุนสำหรับยามฉุกเฉินไว้ใช้จ่ายเมื่อยามจำเป็น เช่น กรณีที่เกิดตกงานขึ้นมาจะได้มีเงินจำนวนนี้ไว้ใช้จ่ายได้ในขณะที่กำลังหางานใหม่ เมื่อฉุกเฉินขึ้นมา ดังนั้นเงินจำนวนนี้จะต้องนำไปลงทุนในทางที่มีความคล่องตัว ที่สุดและอย่างปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อไร ดังนั้นจึงต้องมีเงินที่สามารถนำมาใช้ได้ในทุกเวลา
2.เป้าหมายที่ใช้เงินทุนเฉพาะอย่าง (Goals for specific funds) เงินทุนเฉพาะอย่างที่จัดสรรไว้เป็นพิเศษในแต่ละเหตุการณ์แต่ละวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อใช้ตอนเกษียณอายุ หรือเพื่อใช้ทัศนาจรท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นทันทีทันใดเหมือนกรณีเตรียมเงินทุนเผื่อยามฉุกเฉินเพราะเหตุการณ์เหล่านี้เราทราบล่วงหน้าได้คาดคะเนได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เราจึงได้จัดวางแผนจัดเตรียมไว้และส่วนมากมักจะเกิดขึ้นในอนาคต
3.เป้าหมายเพื่อใช้เป็นเงินทุนในการเก็งกำไร (Goals for speculation funds) เงินทุนสำหรับใช้เพื่อเก็งกำไรนี้หากเกิดสูญไปหรือขาดทุนขึ้นมาก็ไม่ทำให้กระทบกระเทือนต่อการดำรงชีพปกติของเราเพราะ เป็นเงินที่ไม่ได้อยู่ในการวางแผนการเงินปกติของบุคคล เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจึงสามารถนำมาลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูงได้
เป้าหมายการลงทุนของบุคคลและครอบครัว โดยทั่วไปมี 3 อย่างคือ
1.เป้าหมายเพื่อเป็นเงินทุนยามฉุกเฉิน (Goals for precautionary funds) ทุกคนย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องการมีเงินสักก้อนหนึ่งไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน โดยทั่วไปจะกันเงินประมาณ 6-7 เท่าของเงินเดือนมาเป็นเงินทุนสำหรับยามฉุกเฉินไว้ใช้จ่ายเมื่อยามจำเป็น เช่น กรณีที่เกิดตกงานขึ้นมาจะได้มีเงินจำนวนนี้ไว้ใช้จ่ายได้ในขณะที่กำลังหางานใหม่ เมื่อฉุกเฉินขึ้นมา ดังนั้นเงินจำนวนนี้จะต้องนำไปลงทุนในทางที่มีความคล่องตัว ที่สุดและอย่างปลอดภัยที่สุด เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อไร ดังนั้นจึงต้องมีเงินที่สามารถนำมาใช้ได้ในทุกเวลา
2.เป้าหมายที่ใช้เงินทุนเฉพาะอย่าง (Goals for specific funds) เงินทุนเฉพาะอย่างที่จัดสรรไว้เป็นพิเศษในแต่ละเหตุการณ์แต่ละวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อใช้ตอนเกษียณอายุ หรือเพื่อใช้ทัศนาจรท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นทันทีทันใดเหมือนกรณีเตรียมเงินทุนเผื่อยามฉุกเฉินเพราะเหตุการณ์เหล่านี้เราทราบล่วงหน้าได้คาดคะเนได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เราจึงได้จัดวางแผนจัดเตรียมไว้และส่วนมากมักจะเกิดขึ้นในอนาคต
3.เป้าหมายเพื่อใช้เป็นเงินทุนในการเก็งกำไร (Goals for speculation funds) เงินทุนสำหรับใช้เพื่อเก็งกำไรนี้หากเกิดสูญไปหรือขาดทุนขึ้นมาก็ไม่ทำให้กระทบกระเทือนต่อการดำรงชีพปกติของเราเพราะ เป็นเงินที่ไม่ได้อยู่ในการวางแผนการเงินปกติของบุคคล เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจึงสามารถนำมาลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและผลตอบแทนสูงได้
"คัมภีร์" การลงทุน
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ณ พัฒน์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3786 (2986)
วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร
จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
1.รู้จักออม
สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน
พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ
2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน
ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย
นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ
3.รู้จักความเสี่ยง
เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)
เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ
แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้
5.รู้จักตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่
นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ
พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ
อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)
ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"
วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร
จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
1.รู้จักออม
สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน
พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ
2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน
ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย
นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ
3.รู้จักความเสี่ยง
เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)
เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ
แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้
5.รู้จักตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่
นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ
พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ
อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)
ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"
หลักการลงทุน
Posted by
MoneyMan
at
7:26 AM
|
หลักการลงทุนที่สำคัญมีอยู่ 6 ประการคือ
1.ความปลอดภัยของเงินลงทุน (Security of principal) หมายถึงการลงทุนที่มุ่งรักษาไว้ซึ่งเงินลงทุน โดยหวังที่จะได้รับเงินเงินลงทุนเป็นการแน่นอน นโยบายการลงทุนแบบนี้เป็นนโยบายค่อนข้าง Conservative เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เงินต้นสูญไป การลงทุนที่ยึดถือหลักความปลอดภัยได้แก่ การฝากเงินกับธนาคาร หรือการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาล เป็นต้น
2.เสถียรภาพของรายได้ (Stability of income) หมายถึง การลงทุนที่ให้รายได้โดยส่ำเสมอ หรือได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นการแน่นอนและสม่ำเสมอ ผู้ลงทุนธรรมดา ที่ไม่ใช่นักเก็งกำไรมักต้องการได้รับดอกเบี้ย หรือปันผลเพื่อจะนำไปใช้จ่ายตามความต้องการได้ ดังนั้น การฝากธนาคารหรือลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ได้รับดอกผลอย่างสม่ำเสมอ
3.ความงอกเงยของเงินลงทุน (Capital growth) โดยทั่วไปแล้วผู้ลงทุนมักจะตั้งความมุ่งหมายไว้ว่า เงินที่เขาลงทุนไปนั้นจะต้องมีค่าเพิ่มพูนขึ้น ความงอกเงยของเงินทุนเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังขยายตัว
4.ความคล่องตัวในการซื้อขาย (Marketability) หมายถึง การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่อง คือเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด หลักทรัพย์บางชนิดจำหน่ายได้ง่าย แต่บางอย่างจำหน่ายได้ยาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคา ขนาดและชื่อเสียงของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ โดยทั่วไปแล้วหุ้นของบริษัทใหญ่ย่อมจำหน่ายได้ง่ายกว่าหุ้นของบริษัทเล็ก
5.การกระจายเงินลงทุน (Diversification) ในการลงทุนไม่ควรทุ่มเงินลงทุนไปในหลักทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะถ้าธุรกิจนั้นเกิดล้มเหลว เงินที่ลงทุนไปนั้นจะสูญเสียไปทั้งหมด การกระจายการลงทุนจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุนได้มาก
6.หลักเกี่ยวกับภาษี (Tax status) ในการลงทุนต้องพิจารณาด้วยว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องเสียภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษี ถ้าต้องเสียภาษีด้วยจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้จริงน้อยลง ฉะนั้นในการลงทุนผู้ลงทุนควรจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนภายหลังจากการหักภาษีแล้วหลักทรัพย์รัฐบาลย่อมได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้นผู้ลงทุนจึงได้รับผลตอบแทนเต็มที่
1.ความปลอดภัยของเงินลงทุน (Security of principal) หมายถึงการลงทุนที่มุ่งรักษาไว้ซึ่งเงินลงทุน โดยหวังที่จะได้รับเงินเงินลงทุนเป็นการแน่นอน นโยบายการลงทุนแบบนี้เป็นนโยบายค่อนข้าง Conservative เพราะคำนึงถึงความปลอดภัยไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เงินต้นสูญไป การลงทุนที่ยึดถือหลักความปลอดภัยได้แก่ การฝากเงินกับธนาคาร หรือการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาล เป็นต้น
2.เสถียรภาพของรายได้ (Stability of income) หมายถึง การลงทุนที่ให้รายได้โดยส่ำเสมอ หรือได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นการแน่นอนและสม่ำเสมอ ผู้ลงทุนธรรมดา ที่ไม่ใช่นักเก็งกำไรมักต้องการได้รับดอกเบี้ย หรือปันผลเพื่อจะนำไปใช้จ่ายตามความต้องการได้ ดังนั้น การฝากธนาคารหรือลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ได้รับดอกผลอย่างสม่ำเสมอ
3.ความงอกเงยของเงินลงทุน (Capital growth) โดยทั่วไปแล้วผู้ลงทุนมักจะตั้งความมุ่งหมายไว้ว่า เงินที่เขาลงทุนไปนั้นจะต้องมีค่าเพิ่มพูนขึ้น ความงอกเงยของเงินทุนเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังขยายตัว
4.ความคล่องตัวในการซื้อขาย (Marketability) หมายถึง การเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่อง คือเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด หลักทรัพย์บางชนิดจำหน่ายได้ง่าย แต่บางอย่างจำหน่ายได้ยาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคา ขนาดและชื่อเสียงของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ โดยทั่วไปแล้วหุ้นของบริษัทใหญ่ย่อมจำหน่ายได้ง่ายกว่าหุ้นของบริษัทเล็ก
5.การกระจายเงินลงทุน (Diversification) ในการลงทุนไม่ควรทุ่มเงินลงทุนไปในหลักทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะถ้าธุรกิจนั้นเกิดล้มเหลว เงินที่ลงทุนไปนั้นจะสูญเสียไปทั้งหมด การกระจายการลงทุนจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุนได้มาก
6.หลักเกี่ยวกับภาษี (Tax status) ในการลงทุนต้องพิจารณาด้วยว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องเสียภาษี หรือได้รับการยกเว้นภาษี ถ้าต้องเสียภาษีด้วยจะทำให้ผลตอบแทนที่ได้จริงน้อยลง ฉะนั้นในการลงทุนผู้ลงทุนควรจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนภายหลังจากการหักภาษีแล้วหลักทรัพย์รัฐบาลย่อมได้รับการยกเว้นภาษี ดังนั้นผู้ลงทุนจึงได้รับผลตอบแทนเต็มที่
การฝากเงิน
Posted by
MoneyMan
at
7:25 AM
|
การฝากเงินเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่คนเกือบทุกคนจะรู้ว่ามันคืออะไร ถ้าจะพูดในภาษาการเงิน จะบอกได้ว่า การฝากเงินเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เพราะมีรัฐบาลคอยรับประกันเงินฝาก แต่หากรัฐบาลไม่รับประกันเงินฝาก ความเสี่ยงก็จะมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าท่านฝากอยู่กับธนาคารใด
การฝากเงินก็มีข้อดีอยู่หลาย ๆ ประการ
1. มีความเสี่ยงต่ำ และเข้าใจง่าย : คนหลาย ๆ คน พอใจกับการที่ในแต่ละปีเงินที่เขาเก็บจะไม่สูญหายไปไหน และได้ดอกผลบ้าง และด้วยความที่มันง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนอย่างการลงทุนอย่างอื่น คน ส่วนใหญ่จึงเลือกการฝากเงินเป็นการลงทุนอันดับแรก ดอกเบี้ยเท่าไร ก็คือผลตอบแทนเท่านั้น เงินฝากมีแต่เพิ่มไม่มีลด
2. มีสภาพคล่องสูง : การฝากเงินจะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท และในทุก ๆ ประเภทจะสามารถถอนออกได้ทันที่ที่เราต้องการเงิน บางอย่างอาจจะมีการสูญเสียดอกเบี้ยไปบ้าง แต่ผู้ฝากก็รู้สึกว่า เงินฝากนั้นอยู่ใกล้ ๆ ตัว ถอนเมื่อใดก็ได้ ไม่เหมือนการลงทุนอย่างอื่น ที่เราอาจจะรู้สึกว่าเงินของเรากำลังถูกนำไปหมุนอยู่ที่ใดสักแห่ง
3. มีความสะดวกในการฝาก - ถอน และดำเนินการต่าง ๆ : เพราะว่าสาขาของสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ จะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงทำให้ผู้ลงทุนในรูปเงินฝากมีความสะดวกมากในการดำเนินรายการใด ๆ การฝากเงินนั้น มีอยู่หลายแบบซึ่งแต่ละธนาคารอาจจะคิดค้นรูปแบบใหม่ ๆ มีชื่อเรียกแปลก ๆ แต่ ถ้าแบ่งออกเป็นแบบกว้าง ๆ จะมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. การฝากออมทรัพย์ : การฝากแบบนี้เป็นที่รู้จักที่สุด นั่นคือการฝากที่เราสามารถถอนออกได้ ทุกวัน โดยไม่ต้องห่วงเรือง การสูญเสียดอกเบี้ย เพราะการฝากแบบนี้จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน
2. การฝากประจำ : คือการฝากที่ผู้ฝาก จะสามารถถอนได้ก็ต่อเมื่อครบอายุสัญญาแล้ว เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือ 2 ปี หากผู้ฝากเงินมีการถอนเงินออกมาก่อนกำหนด ช่วงระยะเวลาที่ฝากเงินมาก่อนหน้านั้นจะไม่ได้ดอกเบี้ย
3. การฝากกระแสรายวัน : คือการฝากเงินเข้าบัญชี ที่จะมีการใช้ร่วมกับเช็ค ซึ่งเงินฝากประเภทนี้จะไม่ได้ดอกเบี้ย แต่จะมีข้อดีคือ จะสามารถถอนออกได้ ด้วยการสั่งจ่ายเช็ค ผู้ที่ฝากเงินประเภทนี้ มักจะมีจุดประสงค์เพื่อการค้า เพราะจะใช้เช็คในการจ่ายสินค้าได้สะดวก และปลอดภัยกว่าการจ่ายเป็นเงินสด
การฝากเงินก็มีข้อดีอยู่หลาย ๆ ประการ
1. มีความเสี่ยงต่ำ และเข้าใจง่าย : คนหลาย ๆ คน พอใจกับการที่ในแต่ละปีเงินที่เขาเก็บจะไม่สูญหายไปไหน และได้ดอกผลบ้าง และด้วยความที่มันง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนอย่างการลงทุนอย่างอื่น คน ส่วนใหญ่จึงเลือกการฝากเงินเป็นการลงทุนอันดับแรก ดอกเบี้ยเท่าไร ก็คือผลตอบแทนเท่านั้น เงินฝากมีแต่เพิ่มไม่มีลด
2. มีสภาพคล่องสูง : การฝากเงินจะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท และในทุก ๆ ประเภทจะสามารถถอนออกได้ทันที่ที่เราต้องการเงิน บางอย่างอาจจะมีการสูญเสียดอกเบี้ยไปบ้าง แต่ผู้ฝากก็รู้สึกว่า เงินฝากนั้นอยู่ใกล้ ๆ ตัว ถอนเมื่อใดก็ได้ ไม่เหมือนการลงทุนอย่างอื่น ที่เราอาจจะรู้สึกว่าเงินของเรากำลังถูกนำไปหมุนอยู่ที่ใดสักแห่ง
3. มีความสะดวกในการฝาก - ถอน และดำเนินการต่าง ๆ : เพราะว่าสาขาของสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ จะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงทำให้ผู้ลงทุนในรูปเงินฝากมีความสะดวกมากในการดำเนินรายการใด ๆ การฝากเงินนั้น มีอยู่หลายแบบซึ่งแต่ละธนาคารอาจจะคิดค้นรูปแบบใหม่ ๆ มีชื่อเรียกแปลก ๆ แต่ ถ้าแบ่งออกเป็นแบบกว้าง ๆ จะมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. การฝากออมทรัพย์ : การฝากแบบนี้เป็นที่รู้จักที่สุด นั่นคือการฝากที่เราสามารถถอนออกได้ ทุกวัน โดยไม่ต้องห่วงเรือง การสูญเสียดอกเบี้ย เพราะการฝากแบบนี้จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน
2. การฝากประจำ : คือการฝากที่ผู้ฝาก จะสามารถถอนได้ก็ต่อเมื่อครบอายุสัญญาแล้ว เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือ 2 ปี หากผู้ฝากเงินมีการถอนเงินออกมาก่อนกำหนด ช่วงระยะเวลาที่ฝากเงินมาก่อนหน้านั้นจะไม่ได้ดอกเบี้ย
3. การฝากกระแสรายวัน : คือการฝากเงินเข้าบัญชี ที่จะมีการใช้ร่วมกับเช็ค ซึ่งเงินฝากประเภทนี้จะไม่ได้ดอกเบี้ย แต่จะมีข้อดีคือ จะสามารถถอนออกได้ ด้วยการสั่งจ่ายเช็ค ผู้ที่ฝากเงินประเภทนี้ มักจะมีจุดประสงค์เพื่อการค้า เพราะจะใช้เช็คในการจ่ายสินค้าได้สะดวก และปลอดภัยกว่าการจ่ายเป็นเงินสด
ประกันสังคม
ระบบประกันสังคม เป็นสิ่งที่ต่างประเทศได้มีมานานแล้วแต่เมืองไทยเพิ่งเริ่มจะมี โดยชื่อ "ประกันสังคม" จะบ่งบอกความหมายได้พอสมควร คำแรก "ประกัน" จะมีความหมายในแนวว่า เราจะต้องมีการจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นเราจะได้รับความคุ้มครองคล้าย ๆ กับประกันรถยนต์ หรือประกันชีวิต ดังนั้นประกันสังคม จึงเป็นระบบที่บังคับให้ทุกคนออมเงินส่วนหนึ่ง (3% ของเงินเดือน) เพื่อเป็นหลักประกันว่า ชีวิตของเราจะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นในสังคม เพราะเราจะได้รับความคุ้มครอง ทั้งในเรื่องการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต รวมทั้งจะได้เงินบำนาญใช้ในยามแก่ด้วย
ข้อดีของประกันสังคม คือลูกจ้างอย่างเรา จะจ่ายเงินประกันนี้ (เรียกว่าเงินสมทบ) เพียง 1 ใน 3 ส่วน เพราะผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ 1. รัฐบาล 2. นายจ้าง 3. ลูกจ้าง ดังนั้นลูกจ้างจึง จ่ายเงินเข้ากองทุนเพียง 3 % ของค่าจ้าง และรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้รับผลประโยชน์มากขึ้น คุ้มค่าเกินกว่ามูลค่าเงินที่เราลงไป
กองทุนประกันสังคมให้ความคุ้มครองผู้ประกันตน 6 กรณี ได้แก่
1. กรณีชราภาพ
2. กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย
3. กรณีคลอดบุตร
4. กรณีทุพพลภาพ
5. กรณีเสียชีวิต
6. กรณีสงเคราะห์บุตร
ประกันชีวิต.....ป้องกันความผิดพลาด
ประกันชีวิต คืออะไร
หลักพื้นฐานของเรื่องประกันชีวิตก็มาจากความเป็นจริงในชีวิตที่ว่าการดำเนินชีวิตของคนในภาวะปัจจุบัน ต้องเผชิญกับอันตรายต่าง ๆ มากกว่าแต่ก่อน ทั้งเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ, อุบัติเหตุ หรือการก่อการร้าย ซึ่งอันตรายต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหนก็ได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เราสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น (โดยการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท) ไม่มีทางที่จะป้องกันได้หมด แต่เราสามารถวางแผนเผื่อ เพื่อทดแทนการสูญเสียนั้นได้
ประโยชน์ของการทำประกันชีวิต
1. ให้ความคุ้มครองต่อครอบครัว เมื่อเราคิดที่จะมีครอบครัวแล้ว เราก็หวังว่าครอบครัวเราจะต้องมีความมั่นคงและปลอดภัยพอสมควร แต่หากหัวหน้าครอบครัวหรือ ผู้ที่หาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวเป็นอะไรไป สมาชิกภายในครอบครัวที่เหลือย่อมประสบความลำบากในการดำรงชีวิตได้ การประกันชีวิตจะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นความรู้สึกอุ่นใจและมั่นคงตลอดไปของสมาชิกในครอบครัว ก็เป็นผลประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน ที่ผู้ประกันชีวิตจะได้รับ
2. รักษาเป้าหมายการออมเงิน การทำประกันชีวิตจะมีประโยชน์ในการออมทั้งทางตรง และทางออ้มนั่นคือ หากเราสามารถกำจัดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินออมอย่างไม่คาดคิด เราย่อมสามารถรักษาเป้าหมาย ของเงินออมเอาไว้ได้ อะไรที่อยู่ในแผนการจะสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าสิ่งที่ไม่อยู่ในแผนการเรา
3. สิทธิลดหย่อนทางภาษี เงินเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปในแต่ละปี สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 50,000.00 บาท หากท่าเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวนมาก (โดยดูได้จากใบ Slipเงินเดือนซึ่งจะระบุว่าท่านถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าใดในแต่ละเดือน) ทางเลือกแรกของการหาค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีคือ การลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และอีกทางเลือกหนึ่งก็คือการทำประกันชีวิตนั่นเอง เพราะการจ่ายเบี้ยประกันจะทำให้เราประหยัดภาษีในแต่ละปีได้ 10 % - 20% ของเงินเบี้ยประกัน นั่นคือกำไรพิเศษที่เราได้นั่นเอง
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการทำประกัน
ประการที่ 1 ต้องเข้าใจว่า "ประกันชีวิตคืออะไร" ประกันชีวิต = (ความคุ้มครอง+การเก็บออม+การลงทุน)
ประการที่ 2 ต้องเข้าใจ ตัวเองก่อนตกลงใจ ท่านจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า ท่านทำเพื่ออะไร เพราะเหตุใด และจะทำอย่างไร จะทำให้ท่านเข้าใจและตัดสินใจได้มากขึ้น
ประการที่ 3 ต้องเข้าใจ ประเภทของกรมธรรม์
ประการที่ 4 ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการชำระเบี้ยประกันภัย
ประการที่ 5 ทำความเข้าใจกับสิทธิอื่นที่จะได้
ข้อดีของประกันสังคม คือลูกจ้างอย่างเรา จะจ่ายเงินประกันนี้ (เรียกว่าเงินสมทบ) เพียง 1 ใน 3 ส่วน เพราะผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ 1. รัฐบาล 2. นายจ้าง 3. ลูกจ้าง ดังนั้นลูกจ้างจึง จ่ายเงินเข้ากองทุนเพียง 3 % ของค่าจ้าง และรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้เราได้รับผลประโยชน์มากขึ้น คุ้มค่าเกินกว่ามูลค่าเงินที่เราลงไป
กองทุนประกันสังคมให้ความคุ้มครองผู้ประกันตน 6 กรณี ได้แก่
1. กรณีชราภาพ
2. กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย
3. กรณีคลอดบุตร
4. กรณีทุพพลภาพ
5. กรณีเสียชีวิต
6. กรณีสงเคราะห์บุตร
ประกันชีวิต.....ป้องกันความผิดพลาด
ประกันชีวิต คืออะไร
หลักพื้นฐานของเรื่องประกันชีวิตก็มาจากความเป็นจริงในชีวิตที่ว่าการดำเนินชีวิตของคนในภาวะปัจจุบัน ต้องเผชิญกับอันตรายต่าง ๆ มากกว่าแต่ก่อน ทั้งเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ, อุบัติเหตุ หรือการก่อการร้าย ซึ่งอันตรายต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับใคร ที่ไหนก็ได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว สิ่งเหล่านี้เราสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น (โดยการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท) ไม่มีทางที่จะป้องกันได้หมด แต่เราสามารถวางแผนเผื่อ เพื่อทดแทนการสูญเสียนั้นได้
ประโยชน์ของการทำประกันชีวิต
1. ให้ความคุ้มครองต่อครอบครัว เมื่อเราคิดที่จะมีครอบครัวแล้ว เราก็หวังว่าครอบครัวเราจะต้องมีความมั่นคงและปลอดภัยพอสมควร แต่หากหัวหน้าครอบครัวหรือ ผู้ที่หาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวเป็นอะไรไป สมาชิกภายในครอบครัวที่เหลือย่อมประสบความลำบากในการดำรงชีวิตได้ การประกันชีวิตจะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นความรู้สึกอุ่นใจและมั่นคงตลอดไปของสมาชิกในครอบครัว ก็เป็นผลประโยชน์ที่ไม่ได้เป็นตัวเงิน ที่ผู้ประกันชีวิตจะได้รับ
2. รักษาเป้าหมายการออมเงิน การทำประกันชีวิตจะมีประโยชน์ในการออมทั้งทางตรง และทางออ้มนั่นคือ หากเราสามารถกำจัดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินออมอย่างไม่คาดคิด เราย่อมสามารถรักษาเป้าหมาย ของเงินออมเอาไว้ได้ อะไรที่อยู่ในแผนการจะสามารถควบคุมได้ง่ายกว่าสิ่งที่ไม่อยู่ในแผนการเรา
3. สิทธิลดหย่อนทางภาษี เงินเบี้ยประกันที่เราจ่ายไปในแต่ละปี สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเป็นค่าใช้จ่ายได้ถึง 50,000.00 บาท หากท่าเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นจำนวนมาก (โดยดูได้จากใบ Slipเงินเดือนซึ่งจะระบุว่าท่านถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าใดในแต่ละเดือน) ทางเลือกแรกของการหาค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีคือ การลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ และอีกทางเลือกหนึ่งก็คือการทำประกันชีวิตนั่นเอง เพราะการจ่ายเบี้ยประกันจะทำให้เราประหยัดภาษีในแต่ละปีได้ 10 % - 20% ของเงินเบี้ยประกัน นั่นคือกำไรพิเศษที่เราได้นั่นเอง
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการทำประกัน
ประการที่ 1 ต้องเข้าใจว่า "ประกันชีวิตคืออะไร" ประกันชีวิต = (ความคุ้มครอง+การเก็บออม+การลงทุน)
ประการที่ 2 ต้องเข้าใจ ตัวเองก่อนตกลงใจ ท่านจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า ท่านทำเพื่ออะไร เพราะเหตุใด และจะทำอย่างไร จะทำให้ท่านเข้าใจและตัดสินใจได้มากขึ้น
ประการที่ 3 ต้องเข้าใจ ประเภทของกรมธรรม์
ประการที่ 4 ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการชำระเบี้ยประกันภัย
ประการที่ 5 ทำความเข้าใจกับสิทธิอื่นที่จะได้
หุ้น
Posted by
MoneyMan
at
7:19 AM
|
ตลาดหุ้นคืออะไร
ลักษณะการหนึ่งของตลาดหุ้น คือ ตลาดหุ้นเป็นแหล่งของร้านอาหารหลาย ๆ ร้าน บริษัท ๆ หลาย ๆ บริษัทมาอยู่รวมกัน เพื่อให้ท่านผู้มีเงินเก็บเหลือ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" มาร่วมลงทุนและนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือเจ้าของกิจจการการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุนและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล , กำไรส่วนทุน และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ในราคาต่ำแก่ผู้ลงทุนอีกด้วย และหาก ผู้ลงทุนมีความรอบรู้และชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ ในระดับราคาและจังหวะเวลาที่ให้ผลตอบแทนสูง
เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งมีความต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ หรือนำเงินมาใช้ในการดำเนินงาน บริษัทแห่งนี้อาจมีหนทางในการระดมเงินได้ 2 หนทาง คือ
1. การระดมเงินจากตลาดเงิน (Money Market) เช่น การกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยมีพันธะผูกพันธ์ในการต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินนั้น ๆ
2. การระดมเงินจากตลาดหุ้น (Capital Market) ซึ่งตลาดทุนจะเป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี) โดยผู้ที่ต้องการระดมเงินทุนจะออกตราสารทางการเงิน หรือ หลักทรัพย์ในตลาดทุน ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หน่วยลงทุนของ กองทุนรวม ใบสำคัญแสดงสิทธิ เป็นต้น เพื่อขายให้กับบุคคลภายนอกหรือประชาชนสำทับไปในตลาดแรก (Primary Market)
ตลาดรอง (Secondary or Trading Market) ซึ่งจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางเสริมสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์ที่ผ่านการจองซื้อในตลาดแรกให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ได้ ช่วยสร้างความมั่นคงแก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าเขาสามารถขาย หลักทรัพย์นั้น เพื่อเปลี่ยนกลับคืนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ
หุ้นคืออะไร
หุ้นคือสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกโดยรวมว่า ตราสาร นั้นหมายถึง เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุนและเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ขอยกตัวอย่างดังนี้
1. หุ้นสามัญ (Common Stock)
หุ้นสามัญก็คือหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่ และมีจำนวนมากกว่า 80 % ของหุ้นในตลาดทั้งหมด โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง ผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน
2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
3. ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)
เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ (ซึ่งราคาจองซื้อมักจะกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายปัจจุบัน ใบสำคัญแสดงสิทธิมักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุนเป็นเทคนิคการตลาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในการจูงใจ ให้ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบลูชิพ และหุ้นเก็งกำไร ซึ่งหุ้นทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
ลักษณะการหนึ่งของตลาดหุ้น คือ ตลาดหุ้นเป็นแหล่งของร้านอาหารหลาย ๆ ร้าน บริษัท ๆ หลาย ๆ บริษัทมาอยู่รวมกัน เพื่อให้ท่านผู้มีเงินเก็บเหลือ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" มาร่วมลงทุนและนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือเจ้าของกิจจการการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะการลงทุนในหลักทรัพย์จะช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุนและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล , กำไรส่วนทุน และสิทธิการจองซื้อหุ้นใหม่ในราคาต่ำแก่ผู้ลงทุนอีกด้วย และหาก ผู้ลงทุนมีความรอบรู้และชาญฉลาดพอ ก็จะสามารถเลือกขายหลักทรัพย์ต่าง ๆ ในระดับราคาและจังหวะเวลาที่ให้ผลตอบแทนสูง
เมื่อบริษัทแห่งหนึ่งมีความต้องการเงินทุนในการขยายกิจการ หรือนำเงินมาใช้ในการดำเนินงาน บริษัทแห่งนี้อาจมีหนทางในการระดมเงินได้ 2 หนทาง คือ
1. การระดมเงินจากตลาดเงิน (Money Market) เช่น การกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยมีพันธะผูกพันธ์ในการต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับสถาบันการเงินนั้น ๆ
2. การระดมเงินจากตลาดหุ้น (Capital Market) ซึ่งตลาดทุนจะเป็นแหล่งระดมเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี) โดยผู้ที่ต้องการระดมเงินทุนจะออกตราสารทางการเงิน หรือ หลักทรัพย์ในตลาดทุน ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หน่วยลงทุนของ กองทุนรวม ใบสำคัญแสดงสิทธิ เป็นต้น เพื่อขายให้กับบุคคลภายนอกหรือประชาชนสำทับไปในตลาดแรก (Primary Market)
ตลาดรอง (Secondary or Trading Market) ซึ่งจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกลางเสริมสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์ที่ผ่านการจองซื้อในตลาดแรกให้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ได้ ช่วยสร้างความมั่นคงแก่ผู้ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดแรกว่าเขาสามารถขาย หลักทรัพย์นั้น เพื่อเปลี่ยนกลับคืนเป็นเงินสดได้เมื่อต้องการ
หุ้นคืออะไร
หุ้นคือสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ ที่เรียกโดยรวมว่า ตราสาร นั้นหมายถึง เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินจากผู้ลงทุนและเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ขอยกตัวอย่างดังนี้
1. หุ้นสามัญ (Common Stock)
หุ้นสามัญก็คือหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่ และมีจำนวนมากกว่า 80 % ของหุ้นในตลาดทั้งหมด โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้คุณได้เข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจนั้น ๆ โดยตรง ผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน
2. หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock)
เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญคือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับสิทธิในการชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ
3. ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant)
เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ (ซึ่งราคาจองซื้อมักจะกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาที่มีการซื้อขายปัจจุบัน ใบสำคัญแสดงสิทธิมักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุนเป็นเทคนิคการตลาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ในการจูงใจ ให้ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หุ้นบุริมสิทธิ
หุ้นบลูชิพ และหุ้นเก็งกำไร ซึ่งหุ้นทั้ง 2 กลุ่มมีลักษณะแตกต่างกันดังนี้
ตราสารหนี้
หากพูดถึงคำว่า "ตราสารหนี้" หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่า "พันธบัตร" หรือ "หุ้นกู้" บางท่านอาจเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า มันคืออะไร
ตราสารหนี้คืออะไร
ตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ และ ผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเป็นผู้ให้กู้ หรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายจะมีข้อผูกมัดทางกฎหมายว่าผู้กู้ (ผู้ออกตราสาร) จะต้องจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา และจ่ายเงินต้นตามสัญญาที่ระบุไว้ หากผู้กู้ไม่จ่ายเงินกู้คืน ผู้ลงทุนก็สามารถฟ้องร้องได้ ผู้ที่ออกตราสารหนี้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
1. รัฐบาล (โดยกระทรวงการคลัง) ซึ่งเราเรียกตราสารหนี้นี้ว่า "พันธบัตรรัฐบาล" จะมีตั้งแต่แบบ 1 ปี จนถึงแบบระยะยาว 20 ปี พันธบัตรรัฐบาล ที่จะให้ประชาชนซื้อได้โดยตรงเรียกว่า พันธบัตรออมทรัพย์
2. องค์กรภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตราสารหนี้ในกลุ่มนี้มักจะมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมากเช่นกัน
3. บริษัทเอกชน คือบริษัททั่ว ๆ ไป ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน มักเรียกว่า "หุ้นกู้" ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากหรือ น้อยขึ้นกับความมั่นคงของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้
ประเภทของตราสารหนี้ มีวิธีแบ่งอยู่ 2 อย่าง
แบ่งตามสิทธิในการเรียกร้อง
1. ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องเงินต้นคืน น้อยกว่าเจ้าหนี้ทั่วไป ในกรณีที่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้เกิดมีปัญหาหรือล้มละบาย แต่ก็จะได้รับการจัดสรรเงินคืน ก่อนผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญ 2. ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ ผู้ถือตราสารหนี้ประเภทนี้จะมีสิทธิทัดเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ และมีสิทธิมากกว่า ผู้ถือตราสารหนี้ด้อยสิทธิ
แบ่งตามการค้ำประกัน
1. ตราสารหนี้มีประกัน หมายถึง ตราสารสหนี้ที่ผู้ออก นำสินทรัพย์ซึ่งอาจจะเป็นที่ดิน , อสังหาริมทรัพย์, หรือแม้แต่รายได้ในอนาคต เป็นหลักประกันการออม โดยผู้ถือตราสารหนี้จะมีบุริมสิทธิเหนือสินทรัพย์นั้น
2. ตราสารหนี้ไม่มีหลักประกัน ก็คือ ตราสารสารหนี้ที่ไม่ได้มีการนำสินทรัพย์ใด ๆ มาเป็นหลักประกัน ตราสารหนี้ที่ไม่มีหลักประกันอาจจะเป็นตราสารหนี้ด้อยสิทธิหรือ ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ
สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุนในตราสารหนี้
(1) มูลค่าที่ตราไว้ คือราคาต่อหน่วยที่ระบุเอาไว้ในตราสาร
(2) อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว คืออัตราดอกเบี้ยที่ ผู้ออกสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ลงทุนซื้อตราสารนั้น โดยอัตราดอกเบี้ยที่ระบุอาจจะเป็น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่
(3) งวดการจ่ายดอกเบี้ย คือการระบุว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ลงทุน จำนวนกี่ครั้งต่อปี
(4) วันครบกำหนดไถ่ถอน คือวันที่ตราสารหนี้นั้นจะหมดอายุ และผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน ความสำคัญของวันครบกำหนดไถ่ถอน อยู่ที่ว่ามันยาวนานเพียงใด
(5) องค์กรที่ออกตราสาร และอันดับเครดิต คือความมั่นคงขององค์กร ที่ออกตราสารหนี้จะบ่งบอกถึงความเสี่ยงของการลงทุนนั้น ซึ่งหากเป็น รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ หากเป็นบริษัทเอกชน ผู้ลงทุนอาจจะตส้องศึกษาในรายละเอียดขององค์กรนั้นบ้างว่ามั่นคงหรือไม่
(6) ประเภทของตราสารหนี้ เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าตราสารที่เราลงทุน มีความเสี่ยงอย่างไร หากบริษัทลูกหนี้เรามีปัญหา เพราะตราสารหนี้นั้นมีอยู่หลายประเภท
(7) ข้อสัญญา/เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นการดูในรายละเอียดว่า ผู้ออกหุ้นกู้มีเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษที่จะทำ หรือไม่ทำบ้าง เช่น ผู้ออมอาจสัญญาว่าจะรักษาระดับหนี้สินต่อทุนไม่ให้เกินระดับที่กำหนด เป็นต้น
ตราสารหนี้คืออะไร
ตราสารหนี้ก็คือ การกู้ยืมเงินชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ออกตราสารหนี้จะเป็นผู้กู้หรือลูกหนี้ และ ผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้ก็จะเป็นผู้ให้กู้ หรือเจ้าหนี้ โดยทั้งสองฝ่ายจะมีข้อผูกมัดทางกฎหมายว่าผู้กู้ (ผู้ออกตราสาร) จะต้องจ่ายดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา และจ่ายเงินต้นตามสัญญาที่ระบุไว้ หากผู้กู้ไม่จ่ายเงินกู้คืน ผู้ลงทุนก็สามารถฟ้องร้องได้ ผู้ที่ออกตราสารหนี้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
1. รัฐบาล (โดยกระทรวงการคลัง) ซึ่งเราเรียกตราสารหนี้นี้ว่า "พันธบัตรรัฐบาล" จะมีตั้งแต่แบบ 1 ปี จนถึงแบบระยะยาว 20 ปี พันธบัตรรัฐบาล ที่จะให้ประชาชนซื้อได้โดยตรงเรียกว่า พันธบัตรออมทรัพย์
2. องค์กรภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ตราสารหนี้ในกลุ่มนี้มักจะมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมากเช่นกัน
3. บริษัทเอกชน คือบริษัททั่ว ๆ ไป ตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน มักเรียกว่า "หุ้นกู้" ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากหรือ น้อยขึ้นกับความมั่นคงของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้
ประเภทของตราสารหนี้ มีวิธีแบ่งอยู่ 2 อย่าง
แบ่งตามสิทธิในการเรียกร้อง
1. ตราสารหนี้ด้อยสิทธิ โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ผู้ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องเงินต้นคืน น้อยกว่าเจ้าหนี้ทั่วไป ในกรณีที่บริษัทผู้ออกตราสารหนี้เกิดมีปัญหาหรือล้มละบาย แต่ก็จะได้รับการจัดสรรเงินคืน ก่อนผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิและหุ้นสามัญ 2. ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ ผู้ถือตราสารหนี้ประเภทนี้จะมีสิทธิทัดเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ และมีสิทธิมากกว่า ผู้ถือตราสารหนี้ด้อยสิทธิ
แบ่งตามการค้ำประกัน
1. ตราสารหนี้มีประกัน หมายถึง ตราสารสหนี้ที่ผู้ออก นำสินทรัพย์ซึ่งอาจจะเป็นที่ดิน , อสังหาริมทรัพย์, หรือแม้แต่รายได้ในอนาคต เป็นหลักประกันการออม โดยผู้ถือตราสารหนี้จะมีบุริมสิทธิเหนือสินทรัพย์นั้น
2. ตราสารหนี้ไม่มีหลักประกัน ก็คือ ตราสารสารหนี้ที่ไม่ได้มีการนำสินทรัพย์ใด ๆ มาเป็นหลักประกัน ตราสารหนี้ที่ไม่มีหลักประกันอาจจะเป็นตราสารหนี้ด้อยสิทธิหรือ ตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ
สิ่งต้องรู้ก่อนลงทุนในตราสารหนี้
(1) มูลค่าที่ตราไว้ คือราคาต่อหน่วยที่ระบุเอาไว้ในตราสาร
(2) อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว คืออัตราดอกเบี้ยที่ ผู้ออกสัญญาว่าจะจ่ายให้ผู้ลงทุนซื้อตราสารนั้น โดยอัตราดอกเบี้ยที่ระบุอาจจะเป็น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่
(3) งวดการจ่ายดอกเบี้ย คือการระบุว่าจะจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ลงทุน จำนวนกี่ครั้งต่อปี
(4) วันครบกำหนดไถ่ถอน คือวันที่ตราสารหนี้นั้นจะหมดอายุ และผู้ลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน ความสำคัญของวันครบกำหนดไถ่ถอน อยู่ที่ว่ามันยาวนานเพียงใด
(5) องค์กรที่ออกตราสาร และอันดับเครดิต คือความมั่นคงขององค์กร ที่ออกตราสารหนี้จะบ่งบอกถึงความเสี่ยงของการลงทุนนั้น ซึ่งหากเป็น รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ หากเป็นบริษัทเอกชน ผู้ลงทุนอาจจะตส้องศึกษาในรายละเอียดขององค์กรนั้นบ้างว่ามั่นคงหรือไม่
(6) ประเภทของตราสารหนี้ เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าตราสารที่เราลงทุน มีความเสี่ยงอย่างไร หากบริษัทลูกหนี้เรามีปัญหา เพราะตราสารหนี้นั้นมีอยู่หลายประเภท
(7) ข้อสัญญา/เงื่อนไขต่าง ๆ เป็นการดูในรายละเอียดว่า ผู้ออกหุ้นกู้มีเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษที่จะทำ หรือไม่ทำบ้าง เช่น ผู้ออมอาจสัญญาว่าจะรักษาระดับหนี้สินต่อทุนไม่ให้เกินระดับที่กำหนด เป็นต้น
การฝากเงิน
Posted by
MoneyMan
at
7:17 AM
|
การฝากเงินเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่คนเกือบทุกคนจะรู้ว่ามันคืออะไร ถ้าจะพูดในภาษาการเงิน จะบอกได้ว่า การฝากเงินเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำมาก เพราะมีรัฐบาลคอยรับประกันเงินฝาก แต่หากรัฐบาลไม่รับประกันเงินฝาก ความเสี่ยงก็จะมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าท่านฝากอยู่กับธนาคารใด
การฝากเงินก็มีข้อดีอยู่หลาย ๆ ประการ
1. มีความเสี่ยงต่ำ และเข้าใจง่าย : คนหลาย ๆ คน พอใจกับการที่ในแต่ละปีเงินที่เขาเก็บจะไม่สูญหายไปไหน และได้ดอกผลบ้าง และด้วยความที่มันง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนอย่างการลงทุนอย่างอื่น คน ส่วนใหญ่จึงเลือกการฝากเงินเป็นการลงทุนอันดับแรก ดอกเบี้ยเท่าไร ก็คือผลตอบแทนเท่านั้น เงินฝากมีแต่เพิ่มไม่มีลด
2. มีสภาพคล่องสูง : การฝากเงินจะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท และในทุก ๆ ประเภทจะสามารถถอนออกได้ทันที่ที่เราต้องการเงิน บางอย่างอาจจะมีการสูญเสียดอกเบี้ยไปบ้าง แต่ผู้ฝากก็รู้สึกว่า เงินฝากนั้นอยู่ใกล้ ๆ ตัว ถอนเมื่อใดก็ได้ ไม่เหมือนการลงทุนอย่างอื่น ที่เราอาจจะรู้สึกว่าเงินของเรากำลังถูกนำไปหมุนอยู่ที่ใดสักแห่ง
3. มีความสะดวกในการฝาก - ถอน และดำเนินการต่าง ๆ : เพราะว่าสาขาของสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ จะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงทำให้ผู้ลงทุนในรูปเงินฝากมีความสะดวกมากในการดำเนินรายการใด ๆ การฝากเงินนั้น มีอยู่หลายแบบซึ่งแต่ละธนาคารอาจจะคิดค้นรูปแบบใหม่ ๆ มีชื่อเรียกแปลก ๆ แต่ ถ้าแบ่งออกเป็นแบบกว้าง ๆ จะมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. การฝากออมทรัพย์ : การฝากแบบนี้เป็นที่รู้จักที่สุด นั่นคือการฝากที่เราสามารถถอนออกได้ ทุกวัน โดยไม่ต้องห่วงเรือง การสูญเสียดอกเบี้ย เพราะการฝากแบบนี้จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน
2. การฝากประจำ : คือการฝากที่ผู้ฝาก จะสามารถถอนได้ก็ต่อเมื่อครบอายุสัญญาแล้ว เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือ 2 ปี หากผู้ฝากเงินมีการถอนเงินออกมาก่อนกำหนด ช่วงระยะเวลาที่ฝากเงินมาก่อนหน้านั้นจะไม่ได้ดอกเบี้ย
3. การฝากกระแสรายวัน : คือการฝากเงินเข้าบัญชี ที่จะมีการใช้ร่วมกับเช็ค ซึ่งเงินฝากประเภทนี้จะไม่ได้ดอกเบี้ย แต่จะมีข้อดีคือ จะสามารถถอนออกได้ ด้วยการสั่งจ่ายเช็ค ผู้ที่ฝากเงินประเภทนี้ มักจะมีจุดประสงค์เพื่อการค้า เพราะจะใช้เช็คในการจ่ายสินค้าได้สะดวก และปลอดภัยกว่าการจ่ายเป็นเงินสด
การฝากเงินก็มีข้อดีอยู่หลาย ๆ ประการ
1. มีความเสี่ยงต่ำ และเข้าใจง่าย : คนหลาย ๆ คน พอใจกับการที่ในแต่ละปีเงินที่เขาเก็บจะไม่สูญหายไปไหน และได้ดอกผลบ้าง และด้วยความที่มันง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนอย่างการลงทุนอย่างอื่น คน ส่วนใหญ่จึงเลือกการฝากเงินเป็นการลงทุนอันดับแรก ดอกเบี้ยเท่าไร ก็คือผลตอบแทนเท่านั้น เงินฝากมีแต่เพิ่มไม่มีลด
2. มีสภาพคล่องสูง : การฝากเงินจะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท และในทุก ๆ ประเภทจะสามารถถอนออกได้ทันที่ที่เราต้องการเงิน บางอย่างอาจจะมีการสูญเสียดอกเบี้ยไปบ้าง แต่ผู้ฝากก็รู้สึกว่า เงินฝากนั้นอยู่ใกล้ ๆ ตัว ถอนเมื่อใดก็ได้ ไม่เหมือนการลงทุนอย่างอื่น ที่เราอาจจะรู้สึกว่าเงินของเรากำลังถูกนำไปหมุนอยู่ที่ใดสักแห่ง
3. มีความสะดวกในการฝาก - ถอน และดำเนินการต่าง ๆ : เพราะว่าสาขาของสถาบันการเงินที่รับฝากเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ จะมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ จึงทำให้ผู้ลงทุนในรูปเงินฝากมีความสะดวกมากในการดำเนินรายการใด ๆ การฝากเงินนั้น มีอยู่หลายแบบซึ่งแต่ละธนาคารอาจจะคิดค้นรูปแบบใหม่ ๆ มีชื่อเรียกแปลก ๆ แต่ ถ้าแบ่งออกเป็นแบบกว้าง ๆ จะมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. การฝากออมทรัพย์ : การฝากแบบนี้เป็นที่รู้จักที่สุด นั่นคือการฝากที่เราสามารถถอนออกได้ ทุกวัน โดยไม่ต้องห่วงเรือง การสูญเสียดอกเบี้ย เพราะการฝากแบบนี้จะคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน
2. การฝากประจำ : คือการฝากที่ผู้ฝาก จะสามารถถอนได้ก็ต่อเมื่อครบอายุสัญญาแล้ว เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน หรือ 2 ปี หากผู้ฝากเงินมีการถอนเงินออกมาก่อนกำหนด ช่วงระยะเวลาที่ฝากเงินมาก่อนหน้านั้นจะไม่ได้ดอกเบี้ย
3. การฝากกระแสรายวัน : คือการฝากเงินเข้าบัญชี ที่จะมีการใช้ร่วมกับเช็ค ซึ่งเงินฝากประเภทนี้จะไม่ได้ดอกเบี้ย แต่จะมีข้อดีคือ จะสามารถถอนออกได้ ด้วยการสั่งจ่ายเช็ค ผู้ที่ฝากเงินประเภทนี้ มักจะมีจุดประสงค์เพื่อการค้า เพราะจะใช้เช็คในการจ่ายสินค้าได้สะดวก และปลอดภัยกว่าการจ่ายเป็นเงินสด
การลงทุนทางการเงิน (Financial investments)
หมายถึง การที่ผู้ลงทุนนำเงินที่มีอยู่ไปซื้อหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งหลักทรัพย์ดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้กับผู้ลงทุนนั้น ซึ่งการลงทุนทางการเงินโดยทั่วไปมักจะทำผ่านกลไกของตลาดการเงิน
วัตถุประสงค์ของการลงทุนทางการเงิน เพื่อจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบของดอกเบี้ย (Interest) เงินปันผล Dividend) กำ ไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gain) และสิทธิพิเศษอื่น ๆ กล่าวโดยสรุปก็คือ มุ่งผลตอบแทนจากการใช้ทุนในรูปแบบของผลตอบแทนทางการเงิน (Monetary return) นั่นเอง
เงินเพื่อการลงทุนได้มาจากไหน (Money For investing)
เงินสำหรับนำมาลงทุนได้มาจากแหล่งใด หรือมีทางที่จะได้มาอย่างไรถ้าบุคคลได้มีการวางแผนจัดการเรื่องการเงินของตนอย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็จะมีทางให้ได้เงินก้อนหนึ่งเพื่อการลงทุนได้เสมอ บุคคลมีโอกาสได้เงินมาจาก
1.การรู้จักทำงบประมาณ (Using budgets) เราสามารถควบคุมการใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตของเงินงบประมาณที่กำหนด ก็จะทำให้มีเงินออมเหลืออยู่จริงตามที่คาดคะเนไว้ ซึ่งเงินออมส่วนนี้สามารถนำไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้
2.การออมโดยวิธีบังคับ (Forced saving) ตามหลักของการจ่ายเงินเดือนซึ่งธุรกิจได้มีการหักเงินสะสม หรือเงินสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานไว้ เงินออมส่วนนี้เป็นของลูกจ้างพนักงาน แต่ยังถอนไม่ได้จนกว่าจะทำตามเงื่อนไขที่กำหนด ธุรกิจจะนำเงินสดดังกล่าวไปให้สถาบันการเงินหรือบุคคลที่สามเป็นผู้ดูแลหาผลประโยชน์ให้งอกเงยตามที่กฎหมายกำหนด และจะจ่ายคืนแก่เจ้าของผู้มีสิทธิได้รับเมื่อถึงเวลา เงินออมโดยโดยวิธีบังคับจึงเป็นเงินลงทุนทางหนึ่งของบุคคลเพียงแต่เขาไม่ได้เป็นผู้ลงทุนเองโดยตรงแต่สถาบันนายจ้างเป็นผู้ลงทุนแทนให้
3.การยกเว้นรายจ่ายไม่จำเป็นเสียบ้าง (Skip an expenditure) เป็นธรรมชาติของบุคคลที่มีเงินแล้วจะใช้จ่ายไปตามวิสัยปกติที่เคยเป็นมา เช่นทุกวันอาทิตย์ต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน ดูภาพยนตร์ เล่นโบว์ลิ่ง เล่นกอล์ฟ หรือซื้อของตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ดังนั้นถ้าจะมีการยกเลิกบ้างก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จะมีเงินเหลือนำมาลงทุนได้
4.การประหยัดรายได้พิเศษ (Save the nonroutine incomes) บางครั้งคนเราก็มักจะได้รับรายพิเศษเข้ามาบ้าง เช่น การไปทำงานพิเศษมีรายได้หรือขายของเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว หรือญาติผู้ใหญ่ได้ให้เงินเป็นของขวัญรางวัล ซึ่งเงินเหล่านี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบใช้จ่ายแต่ประการใด ดังนั้นถ้าสามารถเก็บออมไว้ก็จะนำไปหาผลประโยชน์ได้มาก
ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return from investing)
การลงทุนมีความสัมพันธ์กับด้านผลตอบแทน (Returns) และความเสี่ยง (Risks) การที่คนเราลงทุนก็เพราะเราคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ แต่บางครั้งไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จึงต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ผลตอบแทนจากการลงทุน มีหลายรูปแบบได้แก่
ก. รายได้ตามปกติ (Current income) รายได้ตามปกติได้แก่ ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลในกรณีที่บุคคลซื้อพันธบัตรหรือลงทุนในหุ้นต่าง ๆ ซึ่งกำหนดเวลาก็จะได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตามที่บริษัทระบุไว้
ข. กำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gains) ในกรณีของหุ้นสามัญที่บุคคลลงทุนซื้อไว้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเมื่อขายออกไปแล้วจะได้กำไร
ค. ค่าเช่า (Rent) ในการลงทุนซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน บ้าน อพาร์ตเมนท์ ที่อยู่อาศัย เมื่อนำไปให้ผู้อื่นเช่าก็จะมีรายได้ ค่าเช่าเป็นรายได้ที่คืนมาสู่เจ้าของ
ง. ผลตอบแทนอื่น ๆ (Others) เช่นการซื้อหุ้นสามัญก็จะมีสิทธิในหารออกกเสียงเลือกคณะกรรมการของบริษัท และถ้าถือหุ้นไว้มากก็จะมีโอกาสจะได้รับเลือกเป็นผู้บริหารซึ่งสามารถกำหนดนโยบายของบริษัทได้ หรือสิทธิในการซื้อขายหุ้นใหม่ได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น
ในการคำนึงถึงผลตอบแทน ผู้ลงทุนควรถามตัวเอง ผลตอบแทนที่ตนต้องการได้รับ สักกี่เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อไว้ด้วย เพราะเงินเฟ้อย่อมมีผลกระทบต่อผลตอบแทนในการลงทุน ดังนั้นในการพูดถึงเรื่องผลตอบแทนผู้ลงทุนควรให้ความสนใจในกับ Real rate of return มากกว่า Nominal rate of return
Real rate of return คือ ผลตอบแทนแท้จริงทีจะได้รับ โดยได้คำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อส่วน Nominal rate of return เป็นผลตอบแทนที่เสนอให้หรือให้ตามที่บริษัทประกาศไว้ สมมติว่า การลงทุนครั้งนี้เสนอให้ผลตอบแทน (Nominal rate of return) 10 %ถ้ามีการคาดคะเนว่าอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นปีละ 6 % ดังนั้นผลตอบแทนแท้จริงที่ได้รับ จะเป็นแค่ 4 % เท่านั้น
นอกจากนี้ในการลงทุน ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงในเรื่อง ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย (Interest on interest) ที่จะได้รับด้วย โดยคำนึงถึงดอกเบี้ยทบต้น ในการลงทุนการซื้อพันธบัตร ซึ่งให้ดอกเบี้ยประจำทุก ๆ งวด และจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ถ้าผู้ลงทุนนำดอกเบี้ยได้รับไปใช้จ่าย ผลตอบแทนทีจะได้รับก็จะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในพันธบัตรนั้น แต่ถ้าผู้ลงทุนนำดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวดไปลงทุนต่อ ดอกเบี้ยดังกล่าวจะกลายเป็นเงินต้นของงวดถัดไปตามหลักของดอกเบี้ยทบต้นก่อให้เกิดดอกผลตามมา ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเวลาก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนได้อีกมากซึ่งสรุปแล้วก็คือ อัตราผลตอบแทนได้รับจริงจะสูงกว่าที่ได้ประกาศไว้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าเราจะต้องนำดอกผลที่ได้รับไปลงทุนใหม่ (Reinvest) อย่างส่ำเสมอเท่านั้น
วัตถุประสงค์ของการลงทุนทางการเงิน เพื่อจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบของดอกเบี้ย (Interest) เงินปันผล Dividend) กำ ไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gain) และสิทธิพิเศษอื่น ๆ กล่าวโดยสรุปก็คือ มุ่งผลตอบแทนจากการใช้ทุนในรูปแบบของผลตอบแทนทางการเงิน (Monetary return) นั่นเอง
เงินเพื่อการลงทุนได้มาจากไหน (Money For investing)
เงินสำหรับนำมาลงทุนได้มาจากแหล่งใด หรือมีทางที่จะได้มาอย่างไรถ้าบุคคลได้มีการวางแผนจัดการเรื่องการเงินของตนอย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็จะมีทางให้ได้เงินก้อนหนึ่งเพื่อการลงทุนได้เสมอ บุคคลมีโอกาสได้เงินมาจาก
1.การรู้จักทำงบประมาณ (Using budgets) เราสามารถควบคุมการใช้จ่ายให้อยู่ในขอบเขตของเงินงบประมาณที่กำหนด ก็จะทำให้มีเงินออมเหลืออยู่จริงตามที่คาดคะเนไว้ ซึ่งเงินออมส่วนนี้สามารถนำไปลงทุนหาผลประโยชน์ได้
2.การออมโดยวิธีบังคับ (Forced saving) ตามหลักของการจ่ายเงินเดือนซึ่งธุรกิจได้มีการหักเงินสะสม หรือเงินสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานไว้ เงินออมส่วนนี้เป็นของลูกจ้างพนักงาน แต่ยังถอนไม่ได้จนกว่าจะทำตามเงื่อนไขที่กำหนด ธุรกิจจะนำเงินสดดังกล่าวไปให้สถาบันการเงินหรือบุคคลที่สามเป็นผู้ดูแลหาผลประโยชน์ให้งอกเงยตามที่กฎหมายกำหนด และจะจ่ายคืนแก่เจ้าของผู้มีสิทธิได้รับเมื่อถึงเวลา เงินออมโดยโดยวิธีบังคับจึงเป็นเงินลงทุนทางหนึ่งของบุคคลเพียงแต่เขาไม่ได้เป็นผู้ลงทุนเองโดยตรงแต่สถาบันนายจ้างเป็นผู้ลงทุนแทนให้
3.การยกเว้นรายจ่ายไม่จำเป็นเสียบ้าง (Skip an expenditure) เป็นธรรมชาติของบุคคลที่มีเงินแล้วจะใช้จ่ายไปตามวิสัยปกติที่เคยเป็นมา เช่นทุกวันอาทิตย์ต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน ดูภาพยนตร์ เล่นโบว์ลิ่ง เล่นกอล์ฟ หรือซื้อของตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ดังนั้นถ้าจะมีการยกเลิกบ้างก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย จะมีเงินเหลือนำมาลงทุนได้
4.การประหยัดรายได้พิเศษ (Save the nonroutine incomes) บางครั้งคนเราก็มักจะได้รับรายพิเศษเข้ามาบ้าง เช่น การไปทำงานพิเศษมีรายได้หรือขายของเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว หรือญาติผู้ใหญ่ได้ให้เงินเป็นของขวัญรางวัล ซึ่งเงินเหล่านี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบใช้จ่ายแต่ประการใด ดังนั้นถ้าสามารถเก็บออมไว้ก็จะนำไปหาผลประโยชน์ได้มาก
ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return from investing)
การลงทุนมีความสัมพันธ์กับด้านผลตอบแทน (Returns) และความเสี่ยง (Risks) การที่คนเราลงทุนก็เพราะเราคาดหวังจะได้รับผลตอบแทนเท่านั้นเท่านี้ แต่บางครั้งไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย จึงต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย ผลตอบแทนจากการลงทุน มีหลายรูปแบบได้แก่
ก. รายได้ตามปกติ (Current income) รายได้ตามปกติได้แก่ ดอกเบี้ยหรือเงินปันผลในกรณีที่บุคคลซื้อพันธบัตรหรือลงทุนในหุ้นต่าง ๆ ซึ่งกำหนดเวลาก็จะได้รับดอกเบี้ยหรือเงินปันผลตามที่บริษัทระบุไว้
ข. กำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gains) ในกรณีของหุ้นสามัญที่บุคคลลงทุนซื้อไว้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเมื่อขายออกไปแล้วจะได้กำไร
ค. ค่าเช่า (Rent) ในการลงทุนซื้อทรัพย์สินโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน บ้าน อพาร์ตเมนท์ ที่อยู่อาศัย เมื่อนำไปให้ผู้อื่นเช่าก็จะมีรายได้ ค่าเช่าเป็นรายได้ที่คืนมาสู่เจ้าของ
ง. ผลตอบแทนอื่น ๆ (Others) เช่นการซื้อหุ้นสามัญก็จะมีสิทธิในหารออกกเสียงเลือกคณะกรรมการของบริษัท และถ้าถือหุ้นไว้มากก็จะมีโอกาสจะได้รับเลือกเป็นผู้บริหารซึ่งสามารถกำหนดนโยบายของบริษัทได้ หรือสิทธิในการซื้อขายหุ้นใหม่ได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น
ในการคำนึงถึงผลตอบแทน ผู้ลงทุนควรถามตัวเอง ผลตอบแทนที่ตนต้องการได้รับ สักกี่เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อไว้ด้วย เพราะเงินเฟ้อย่อมมีผลกระทบต่อผลตอบแทนในการลงทุน ดังนั้นในการพูดถึงเรื่องผลตอบแทนผู้ลงทุนควรให้ความสนใจในกับ Real rate of return มากกว่า Nominal rate of return
Real rate of return คือ ผลตอบแทนแท้จริงทีจะได้รับ โดยได้คำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อส่วน Nominal rate of return เป็นผลตอบแทนที่เสนอให้หรือให้ตามที่บริษัทประกาศไว้ สมมติว่า การลงทุนครั้งนี้เสนอให้ผลตอบแทน (Nominal rate of return) 10 %ถ้ามีการคาดคะเนว่าอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นปีละ 6 % ดังนั้นผลตอบแทนแท้จริงที่ได้รับ จะเป็นแค่ 4 % เท่านั้น
นอกจากนี้ในการลงทุน ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงในเรื่อง ดอกเบี้ยของดอกเบี้ย (Interest on interest) ที่จะได้รับด้วย โดยคำนึงถึงดอกเบี้ยทบต้น ในการลงทุนการซื้อพันธบัตร ซึ่งให้ดอกเบี้ยประจำทุก ๆ งวด และจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ถ้าผู้ลงทุนนำดอกเบี้ยได้รับไปใช้จ่าย ผลตอบแทนทีจะได้รับก็จะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุไว้ในพันธบัตรนั้น แต่ถ้าผู้ลงทุนนำดอกเบี้ยที่ได้รับในแต่ละงวดไปลงทุนต่อ ดอกเบี้ยดังกล่าวจะกลายเป็นเงินต้นของงวดถัดไปตามหลักของดอกเบี้ยทบต้นก่อให้เกิดดอกผลตามมา ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดเวลาก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนได้อีกมากซึ่งสรุปแล้วก็คือ อัตราผลตอบแทนได้รับจริงจะสูงกว่าที่ได้ประกาศไว้ เพียงแต่มีข้อแม้ว่าเราจะต้องนำดอกผลที่ได้รับไปลงทุนใหม่ (Reinvest) อย่างส่ำเสมอเท่านั้น
เตือนสติ การลงทุนทองคำ
Posted by
MoneyMan
at
7:12 AM
|
เขียนโดย สุณ นคร
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551
เตือนสติ การลงทุนทองคำ เงินไม่หนาจริง ทุนจะหายกำไรจะหด
กระแสทองคำช่วงนี้ค่อนข้างแรงมากๆ และผู้คนกำลังเสพติดกับมันอยู่
เนื่องจากเห็นว่าผลตอบแทนดี กว่าการฝากธนาคารในยุคดอกเบี้ยถูก
วันนี้กระแสทองคำ หอมหวนเหลือเกินครับ แต่อยากจะแนะนำว่า ให้ลงทุนการเก็งกำไรอย่างมีสติ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยง่ายหรอกครับ
และนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ที่นักลงทุนทองคำควรรู้ไว้จากWWW. thaigold.info ที่ออกมาเตือนสติให้ไตร่ตรองสักนิด คิดให้รอบคอบ ก่อนการลงทุน มิใช่ซื้อเพราะอยากซื้อ หรือ เห็นราคากำลังวิ่ง
การลงทุนในทองคำ ในขณะนี้ มีทั้งผู้ประกอบเป็นอาชีพ และ ผู้ที่หัดลงทุน ซึ่งเหมาะเป็นงานอดิเรก หากแต่ เรากำลังถูกครอบงำให้ลงทุน หนักขึ้น ๆ ซึ่งท้ายสุดแล้ว ทุนหาย กำไรหด
สำหรับตัวแปรที่ทำให้ทองคำขึ้นลงดังนี้นะครับ ประการแรก คือน้ำมัน ซึ่งข่าวต่างประเทศขณะนี้ มีผลทางด้านบวกสำหรับผู้บริโภคในด้านราคา คือ น้ำมันลงลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ อเมริกา นักปั่นน้ำมัน อาหรับ ออกมาออกตัวเสมอว่า กลุ่มโอเปค ค้าน้ำมันที่ บาเรลละ 90 ซึ่งขณะนี้ บารัค โอบามา ซึ่งกำลังจะชิงต่ำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ของ อเมริกา กำลัง หาเสียงด้วยข้อที่ว่า จะจัดการเก็บภาษี กับพวกปั่นน้ำมัน
ซึ่งต่อมา บุช ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเพื่อช่วยหาเสียงให้ คู่แข่ง ชิงชัยประธานาธิบดี ซึ่งตรงข้ามกับ บารัค โดย ออกประกาศให้นักเก็งกำไรน้ำมัน ลดกระแสการปั่นและให้ขายคืนสัญญาค้าน้ำมันออกมา เพื่อให้ราคาต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่
ประการที่สอง จากการที่มีกระแสข่าวยุโรป ผลประกอบการไม่ดี ทำให้
เงินยูโรอ่อนค่า และ ประสบภาวะเงินเฟ้อ จึงทำให้กองทุนต่างๆ เริ่มหันมาเก็งอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลล่า เนื่องจากเห็นว่า
การเก็งกำไรน้ำมัน เริ่มมีผลตอบแทนน้อยลง ด้วยเหตุต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น และประชาคมโลก เริ่มหันมา หาพลังงานทดแทน รวมทั้งประหยัดการใช้น้ำมันลง ทำให้ดีมานด์หดลง
ประการที่สามภาวะหุ้นอเมริกา ที่เคยตกต่ำ ก็ค่อยๆ กระเพื่อม จนบางครั้งเกิดคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า ทำให้ดัชนี ดาวโจนส์ ขยับตัวขึ้น บางที 300 จุด ติดต่อกันหลายวัน จนครั้งล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวน์โจนส์ ขยับตัว 300 กว่าจุด รวมทั้งดัชนีแนสแด็ก ก็มีการขยับขึ้นเช่นกัน
ประการที่สี แม้ว่าจอร์เจียร์ จะมีสงครามแบ่งแยกดินแดน แต่อาจไม่เรียกว่าสงครามดังที่รัสเซียกล่าวไว้ เนื่องจาก เมื่อประลองกันแล้ว คงไม่เลยเถิด แต่จะเป็นเรื่องภายใน ซึ่ง อเมริกา คงไม่เข้าแทรกแซง เพราะว่า บุช ใกล้วาระที่ต้องออกจากตำแหน่งแล้ว คือ ครบวาระ
ประการที่ห้าช่วงหลังมานี้ โลหะมีค่าทุกชนิด อ่อนตัวลงมาก โดยเฉพาะ แพลตินั่ม ซึ่งลงมามาก
ประการที่หกเมื่อมีการเทขายน้ำมันออกมา และ มีการปั่นหุ้น อีกครั้ง รวมทั้งเก็งอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลล่า กองทุนก็จำเป็นที่ต้องเทขายทองคำ ออกมาสู่ตลาด เพื่อหาเงินสด มาเป็นสภาพคล่อง
ประการที่เจ็ดกองทุนต่าง ๆ ที่ประสบปัญหา ซับไพร์ม ก็ยังคง ขายทองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาเงินมาโปะ สภาพคล่อง
ประการที่แปด จากการที่ ราคาน้ำมัน พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดสภาพเงินเฟ้อไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศ เริ่มเพิ่มอัตราดอกเบี้ย จึงทำให้ทองราคาลดลง เนื่องจากผลตอบแทนจากเงินฝากที่สูงขึ้นและไม่เสี่ยง
ประการที่เก้า ยังมีอีกตัวแปรคือ อิหร่าน ที่ยังคงเสริมสมรรถนะ แร่ยูเรเนียม หากแต่ อิหร่านอ้างว่าเป็นการเสริมพลังงานมากกว่า ข้อกล่าวหาของอเมริกา
ประการที่สิบ คือ เมื่อราคาทองคำขึ้นมามากแล้ว
นักลงทุน ก็เทขายทำกำไร ลองพิจารณาดูข้อมูลราคาทองคำย้อนหลังจะพบว่า แต่ละปี ทองคำจะราคาต่ำลง ชั่วข้ามคืน หรือ อาจหลายคืนต่อเนื่อง จาก 50 - 100 ดอลล่า ต่อออนซ์
ดังนั้นหากนักลงทุนใหม่ ๆ จะลงทุนทองคำ ก็ไม่ควรเล่นมาก หรือ ทุ่มเท เวลากับมันมากจนเกินไป เพราะ กำลังเงินแต่ละคนต่างกัน
ประการสุดท้าย เรื่องต่อมา เห็นจะเรื่องการกั๊ก หรือ กติกา ที่ไม่โปร่งใส เป็นไปตามกลไกของผู้ค้าส่งทองคำเท่านั้น ซึ่งคงไม่ต้องพูดอะไรมาก
อย่างไรก็ดีในช่วง1 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่า
มีนักลงทุนใหม่ จำนวนหนึ่ง กระโจนกันเข้าไป โถมกันเข้าไป แบบหน้ามืด ตามัว ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ เลยสักนิด ก็อยากเตือนซ้ำซากว่า หากทุกคนกำไรในทองคำ แล้วใครเป็นคนขาดทุนครับ เรื่อง ช็อต ทองคำก็เหมือนกัน มืออาชีพ ที่รวดเร็วเท่านั้นครับ
หากไม่มีประสบการณ์ ผมว่าไม่ควรเสี่ยงครับ ควรมีวินัยในการลงทุน คือ กำไรเท่าไรขายขาดทุนเท่าไร ช็อตทิ้ง เพื่อไม่ให้เสียโอกาส อยากแนะนำว่า ลดพอร์ตการลงทุนครับ ในครั้งต่อไป ไม่เช่นนั้น ท่านอาจเป็นผู้ลงทุนให้คนอื่นกำไรครับ
จึงอยากเตือนใจไว้สำหรับผู้ที่ไม่ได้เอาเงินเย็นมาลงทุนน่ะครับ ช่วงนี้ทองผันผวนมากไม่เก๋าจริง ๆ หรือทุนไม่ปึ๊ก อาจจะต้องช้ำใจง่ายๆ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหลักกันเถอะครับ คิดซะว่าลงทุนกับทองเป็นงานอดิเรก อย่าไปทุ่มชีวิตกะมันมากครับ นักเก็งกำไรมืออาชีพจากเมืองนอกก็ยังต้องเข้าๆ ออกๆ เป็นช่วงๆ เลยแต่สำหรับคนที่ลงทุนไปแล้ว ก็ขอให้ตั้งสติให้ดีครับ คิดว่าในไม่ช้านี้ก็คงจะได้คืนทุนกัน
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551 )
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551
เตือนสติ การลงทุนทองคำ เงินไม่หนาจริง ทุนจะหายกำไรจะหด
กระแสทองคำช่วงนี้ค่อนข้างแรงมากๆ และผู้คนกำลังเสพติดกับมันอยู่
เนื่องจากเห็นว่าผลตอบแทนดี กว่าการฝากธนาคารในยุคดอกเบี้ยถูก
วันนี้กระแสทองคำ หอมหวนเหลือเกินครับ แต่อยากจะแนะนำว่า ให้ลงทุนการเก็งกำไรอย่างมีสติ ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาโดยง่ายหรอกครับ
และนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ที่นักลงทุนทองคำควรรู้ไว้จากWWW. thaigold.info ที่ออกมาเตือนสติให้ไตร่ตรองสักนิด คิดให้รอบคอบ ก่อนการลงทุน มิใช่ซื้อเพราะอยากซื้อ หรือ เห็นราคากำลังวิ่ง
การลงทุนในทองคำ ในขณะนี้ มีทั้งผู้ประกอบเป็นอาชีพ และ ผู้ที่หัดลงทุน ซึ่งเหมาะเป็นงานอดิเรก หากแต่ เรากำลังถูกครอบงำให้ลงทุน หนักขึ้น ๆ ซึ่งท้ายสุดแล้ว ทุนหาย กำไรหด
สำหรับตัวแปรที่ทำให้ทองคำขึ้นลงดังนี้นะครับ ประการแรก คือน้ำมัน ซึ่งข่าวต่างประเทศขณะนี้ มีผลทางด้านบวกสำหรับผู้บริโภคในด้านราคา คือ น้ำมันลงลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลัก ๆ ก็คือ อเมริกา นักปั่นน้ำมัน อาหรับ ออกมาออกตัวเสมอว่า กลุ่มโอเปค ค้าน้ำมันที่ บาเรลละ 90 ซึ่งขณะนี้ บารัค โอบามา ซึ่งกำลังจะชิงต่ำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ของ อเมริกา กำลัง หาเสียงด้วยข้อที่ว่า จะจัดการเก็บภาษี กับพวกปั่นน้ำมัน
ซึ่งต่อมา บุช ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเพื่อช่วยหาเสียงให้ คู่แข่ง ชิงชัยประธานาธิบดี ซึ่งตรงข้ามกับ บารัค โดย ออกประกาศให้นักเก็งกำไรน้ำมัน ลดกระแสการปั่นและให้ขายคืนสัญญาค้าน้ำมันออกมา เพื่อให้ราคาต่ำลงกว่าที่เป็นอยู่
ประการที่สอง จากการที่มีกระแสข่าวยุโรป ผลประกอบการไม่ดี ทำให้
เงินยูโรอ่อนค่า และ ประสบภาวะเงินเฟ้อ จึงทำให้กองทุนต่างๆ เริ่มหันมาเก็งอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลล่า เนื่องจากเห็นว่า
การเก็งกำไรน้ำมัน เริ่มมีผลตอบแทนน้อยลง ด้วยเหตุต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น และประชาคมโลก เริ่มหันมา หาพลังงานทดแทน รวมทั้งประหยัดการใช้น้ำมันลง ทำให้ดีมานด์หดลง
ประการที่สามภาวะหุ้นอเมริกา ที่เคยตกต่ำ ก็ค่อยๆ กระเพื่อม จนบางครั้งเกิดคลื่น ลูกแล้วลูกเล่า ทำให้ดัชนี ดาวโจนส์ ขยับตัวขึ้น บางที 300 จุด ติดต่อกันหลายวัน จนครั้งล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวน์โจนส์ ขยับตัว 300 กว่าจุด รวมทั้งดัชนีแนสแด็ก ก็มีการขยับขึ้นเช่นกัน
ประการที่สี แม้ว่าจอร์เจียร์ จะมีสงครามแบ่งแยกดินแดน แต่อาจไม่เรียกว่าสงครามดังที่รัสเซียกล่าวไว้ เนื่องจาก เมื่อประลองกันแล้ว คงไม่เลยเถิด แต่จะเป็นเรื่องภายใน ซึ่ง อเมริกา คงไม่เข้าแทรกแซง เพราะว่า บุช ใกล้วาระที่ต้องออกจากตำแหน่งแล้ว คือ ครบวาระ
ประการที่ห้าช่วงหลังมานี้ โลหะมีค่าทุกชนิด อ่อนตัวลงมาก โดยเฉพาะ แพลตินั่ม ซึ่งลงมามาก
ประการที่หกเมื่อมีการเทขายน้ำมันออกมา และ มีการปั่นหุ้น อีกครั้ง รวมทั้งเก็งอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลล่า กองทุนก็จำเป็นที่ต้องเทขายทองคำ ออกมาสู่ตลาด เพื่อหาเงินสด มาเป็นสภาพคล่อง
ประการที่เจ็ดกองทุนต่าง ๆ ที่ประสบปัญหา ซับไพร์ม ก็ยังคง ขายทองอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาเงินมาโปะ สภาพคล่อง
ประการที่แปด จากการที่ ราคาน้ำมัน พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดสภาพเงินเฟ้อไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศ เริ่มเพิ่มอัตราดอกเบี้ย จึงทำให้ทองราคาลดลง เนื่องจากผลตอบแทนจากเงินฝากที่สูงขึ้นและไม่เสี่ยง
ประการที่เก้า ยังมีอีกตัวแปรคือ อิหร่าน ที่ยังคงเสริมสมรรถนะ แร่ยูเรเนียม หากแต่ อิหร่านอ้างว่าเป็นการเสริมพลังงานมากกว่า ข้อกล่าวหาของอเมริกา
ประการที่สิบ คือ เมื่อราคาทองคำขึ้นมามากแล้ว
นักลงทุน ก็เทขายทำกำไร ลองพิจารณาดูข้อมูลราคาทองคำย้อนหลังจะพบว่า แต่ละปี ทองคำจะราคาต่ำลง ชั่วข้ามคืน หรือ อาจหลายคืนต่อเนื่อง จาก 50 - 100 ดอลล่า ต่อออนซ์
ดังนั้นหากนักลงทุนใหม่ ๆ จะลงทุนทองคำ ก็ไม่ควรเล่นมาก หรือ ทุ่มเท เวลากับมันมากจนเกินไป เพราะ กำลังเงินแต่ละคนต่างกัน
ประการสุดท้าย เรื่องต่อมา เห็นจะเรื่องการกั๊ก หรือ กติกา ที่ไม่โปร่งใส เป็นไปตามกลไกของผู้ค้าส่งทองคำเท่านั้น ซึ่งคงไม่ต้องพูดอะไรมาก
อย่างไรก็ดีในช่วง1 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่า
มีนักลงทุนใหม่ จำนวนหนึ่ง กระโจนกันเข้าไป โถมกันเข้าไป แบบหน้ามืด ตามัว ไม่มีการยับยั้งชั่งใจ เลยสักนิด ก็อยากเตือนซ้ำซากว่า หากทุกคนกำไรในทองคำ แล้วใครเป็นคนขาดทุนครับ เรื่อง ช็อต ทองคำก็เหมือนกัน มืออาชีพ ที่รวดเร็วเท่านั้นครับ
หากไม่มีประสบการณ์ ผมว่าไม่ควรเสี่ยงครับ ควรมีวินัยในการลงทุน คือ กำไรเท่าไรขายขาดทุนเท่าไร ช็อตทิ้ง เพื่อไม่ให้เสียโอกาส อยากแนะนำว่า ลดพอร์ตการลงทุนครับ ในครั้งต่อไป ไม่เช่นนั้น ท่านอาจเป็นผู้ลงทุนให้คนอื่นกำไรครับ
จึงอยากเตือนใจไว้สำหรับผู้ที่ไม่ได้เอาเงินเย็นมาลงทุนน่ะครับ ช่วงนี้ทองผันผวนมากไม่เก๋าจริง ๆ หรือทุนไม่ปึ๊ก อาจจะต้องช้ำใจง่ายๆ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหลักกันเถอะครับ คิดซะว่าลงทุนกับทองเป็นงานอดิเรก อย่าไปทุ่มชีวิตกะมันมากครับ นักเก็งกำไรมืออาชีพจากเมืองนอกก็ยังต้องเข้าๆ ออกๆ เป็นช่วงๆ เลยแต่สำหรับคนที่ลงทุนไปแล้ว ก็ขอให้ตั้งสติให้ดีครับ คิดว่าในไม่ช้านี้ก็คงจะได้คืนทุนกัน
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551 )
Investments Is The Key - การลงทุน คือ กุญแจที่สำคัญ
Posted by
MoneyMan
at
6:18 AM
|
คำว่าการลงทุนมักเกี่ยวข้องกับเงิน แต่ในแง่ของธุรกิจ มีความหมายที่มากกว่านั้น การลงทุนมีความแตกต่างกันระหว่าง มอนเดียล แอสซิสแทนซ์ (ประเทศไทย) และบริษัทอื่นๆ ที่ให้บริการความช่วยเหลือในประเทศไทย นี่คือความหมายของการลงทุนของเราตามตัวอย่างด้านล่าง
การลงทุนในเทคโนโลยี
การลงทุนในเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เป็นรากฐานทางธุรกิจของเรา ถ้าคุณเยี่ยมชมสำนักงาน มอนเดียล แอสซิสแทนซ์ คุณสามารถเห็นเทคโนโลยีของเรา ระบบคอลเซ็นเคอร์ที่ทันสมัย ช่วยให้เราเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือทไห้ง่ายกับเราในการบริหารสายลูกค้าและการติดต่อในเวลาเดียวกันกับลูกค้าผ่านทางระบบโทรศัพท์, ระบบข้อความ หรือ ทางอีเมล์ ระบบ GPRS ช่วยให้เราสามารถเห็นถึงสถานที่ และตำแหน่งของรถยกพ่วงและรถมอเตอร์ไซด์ ช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการพัฒนาความสามารถของเราในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมความช่วยเหลือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประสานงานให้ความช่วยเหลือลูกค้าสามารถบริหารจัดการกับคำร้องขอของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธืภาพ และแผนที่อิเลคทรอนิคส์ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประสานงานฯ สามารถหาตำแหน่งรถของลูกค้าได้อย่างรวดเว เทคโนโลยีที่หลากหลายของเราทำให้ลูกค้าได้รับบริการและประโยชน์สูงสุด
การลงทุนในหุ้นส่วนทางธุรกิจของเรา
เครือข่ายความครอบคลุมในการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินนับเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน บริการของมอนเดียลครอบคลุมหลายๆบริการภายในและรอบๆกรุงเทพ แต่เป็นความช่วยเหลือโดยความครอบคลุมของตัวแทนเครือข่ายสถานีการบริการย่อยลูกค้า
สัญญาที่เรามีกับบริษัทรถพ่วง อู่ซ่อมรถ และช่างทำกุญแจ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเพื่อให้เรามั่นใจว่าตัวแทนการบริการของเรามีบริการที่มีมาตรฐานสม่ำเสมอ เขาได้รับการติดต่อสื่อสารจากเราสม่ำเสมอเพื่อได้รับข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่องานของเขาโดยตรง โดยสรุปเราลงทุนในหุ้นส่วนทางธุรกิจของเรา โดยมุ่งหวังให้บริการได้มาตรฐานตามที่เราต้องการ
การลงทุนในพนักงาน
ถึงแม้เราจะมีกระบวนการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่สิ่งที่มีผลต่อคุณภาพการบริการมากที่สุดนั้นยังคงเป็นพนักงานที่ทำงานให้กับเรา งานของเราเยวข้องกับการติดต่อผู้คน และเราจำเป็นที่จะต้องแน่ใจว่าลูกค้าของเรามีความพอใจกับการบริการของพนักงานเรา
กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพนักงานเริ่มตั้งแต่การรับสมัครงาน การคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ทัศนคติที่ดี และมีใจรักในด้านการบริการ ต่อเนื่องด้วยการให้เวลากับพนักงานใหม่ในการปรับตัวให้เข้ากับองค์กรและเข้าใจว่าอะไรที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ การอบรมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในลำดับถัดไป รวมถึงการอบรมเบื้องต้นเมื่อพนักงานเริ่มงานกับบริษัทฯ เพิ่มเติมด้วยการอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้พนักงานมีการพัฒนาใหม่ๆและเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม
สิ่งสำคัญอื่นๆในการลงทุนในพนักงาน คือการสร้างสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ดี เราใช้เวลาส่วนมากในที่ทำงานและเพื่อให้การบริการของเรามีมาตรฐานสม่ำเสมอ จึงควรเริ่มที่พนักงานของเรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับเราที่นี่
แม้ว่าการลงทุนทางการเงินของเราจะเป็นส่วนที่ยังคงมีความสำคัญเสมอในการพัฒนาธุรกิจและการบริการของเรา แต่ตัวอย่างการลงทุนข้างต้นที่ไกล่าวมาทั้งหมดนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในรูปแบบอื่นก็มีความสำคัญเช่นกัน
การลงทุนในเทคโนโลยี
การลงทุนในเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เป็นรากฐานทางธุรกิจของเรา ถ้าคุณเยี่ยมชมสำนักงาน มอนเดียล แอสซิสแทนซ์ คุณสามารถเห็นเทคโนโลยีของเรา ระบบคอลเซ็นเคอร์ที่ทันสมัย ช่วยให้เราเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือทไห้ง่ายกับเราในการบริหารสายลูกค้าและการติดต่อในเวลาเดียวกันกับลูกค้าผ่านทางระบบโทรศัพท์, ระบบข้อความ หรือ ทางอีเมล์ ระบบ GPRS ช่วยให้เราสามารถเห็นถึงสถานที่ และตำแหน่งของรถยกพ่วงและรถมอเตอร์ไซด์ ช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการพัฒนาความสามารถของเราในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โปรแกรมความช่วยเหลือที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประสานงานให้ความช่วยเหลือลูกค้าสามารถบริหารจัดการกับคำร้องขอของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธืภาพ และแผนที่อิเลคทรอนิคส์ ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประสานงานฯ สามารถหาตำแหน่งรถของลูกค้าได้อย่างรวดเว เทคโนโลยีที่หลากหลายของเราทำให้ลูกค้าได้รับบริการและประโยชน์สูงสุด
การลงทุนในหุ้นส่วนทางธุรกิจของเรา
เครือข่ายความครอบคลุมในการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินนับเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน บริการของมอนเดียลครอบคลุมหลายๆบริการภายในและรอบๆกรุงเทพ แต่เป็นความช่วยเหลือโดยความครอบคลุมของตัวแทนเครือข่ายสถานีการบริการย่อยลูกค้า
สัญญาที่เรามีกับบริษัทรถพ่วง อู่ซ่อมรถ และช่างทำกุญแจ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเพื่อให้เรามั่นใจว่าตัวแทนการบริการของเรามีบริการที่มีมาตรฐานสม่ำเสมอ เขาได้รับการติดต่อสื่อสารจากเราสม่ำเสมอเพื่อได้รับข้อมูลข่าวสารในการพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกี่ยวข้องที่มีผลต่องานของเขาโดยตรง โดยสรุปเราลงทุนในหุ้นส่วนทางธุรกิจของเรา โดยมุ่งหวังให้บริการได้มาตรฐานตามที่เราต้องการ
การลงทุนในพนักงาน
ถึงแม้เราจะมีกระบวนการและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่สิ่งที่มีผลต่อคุณภาพการบริการมากที่สุดนั้นยังคงเป็นพนักงานที่ทำงานให้กับเรา งานของเราเยวข้องกับการติดต่อผู้คน และเราจำเป็นที่จะต้องแน่ใจว่าลูกค้าของเรามีความพอใจกับการบริการของพนักงานเรา
กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพนักงานเริ่มตั้งแต่การรับสมัครงาน การคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ทัศนคติที่ดี และมีใจรักในด้านการบริการ ต่อเนื่องด้วยการให้เวลากับพนักงานใหม่ในการปรับตัวให้เข้ากับองค์กรและเข้าใจว่าอะไรที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ การอบรมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในลำดับถัดไป รวมถึงการอบรมเบื้องต้นเมื่อพนักงานเริ่มงานกับบริษัทฯ เพิ่มเติมด้วยการอบรมอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้พนักงานมีการพัฒนาใหม่ๆและเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม
สิ่งสำคัญอื่นๆในการลงทุนในพนักงาน คือการสร้างสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ดี เราใช้เวลาส่วนมากในที่ทำงานและเพื่อให้การบริการของเรามีมาตรฐานสม่ำเสมอ จึงควรเริ่มที่พนักงานของเรามีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับเราที่นี่
แม้ว่าการลงทุนทางการเงินของเราจะเป็นส่วนที่ยังคงมีความสำคัญเสมอในการพัฒนาธุรกิจและการบริการของเรา แต่ตัวอย่างการลงทุนข้างต้นที่ไกล่าวมาทั้งหมดนี้ ได้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในรูปแบบอื่นก็มีความสำคัญเช่นกัน
Subscribe to:
Comments (Atom)
![[Most Recent Quotes from www.kitco.com]](http://www.kitconet.com/charts/metals/gold/t24_au_en_usoz_2.gif)