สอนหรือสั่งให้ทำ

| Tuesday, November 4, 2008
ก้าวไกลวิสัยทัศน์ : ดร.บวร ปภัสราธร กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549

ถ้าว่าตามตำราของอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านบริหารแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เราสามารถจำแนกสไตล์บริหารของผู้นำในองค์กรได้ 6 รูปแบบด้วยกัน คือ นำโดยใช้วิสัยทัศน์ นำโดยทำตามเสียงส่วนใหญ่ นำโดยลงมือทำงานร่วมกัน นำโดยสอนวิธีทำงานให้ นำโดยกำหนดเป้าหมายให้ทำ และนำโดยสั่งการลูกเดียว

ตามตำราบอกไว้ว่า ผู้นำคนหนึ่งๆ จะมีสไตล์บริหารเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในระหว่างการทำงาน พนักงานในองค์กรนั้นเองก็มักคุ้นเคยและฝังใจกับสไตล์บริหารที่เห็นอยู่เป็นประจำ

ถ้าอยู่มาวันหนึ่งผู้นำขององค์กรนั้นเกิดเปลี่ยนสไตล์บริหารจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่งโดยเฉียบพลัน จะพบว่า พนักงานมักปรับตัวตามไม่ทัน ยิ่งถ้าเปลี่ยนสไตล์ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว ยิ่งจะสร้างความสับสนให้กับพนักงานเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยไม่แน่ใจว่าผู้นำของตนจะเอาอย่างไรกันแน่

เช่น เดิมเป็นผู้นำที่อาศัยสั่งการให้ทำลูกเดียว สั่งอย่างไรก็ต้องทำอย่างนั้น พนักงานไม่ต้องเสนอความคิด มีเพียงหน้าที่ทำตามอย่างเดียว บางทีต้องทำตามทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจว่า ได้รับคำสั่งให้ทำอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าถ้าผู้นำขององค์กรสั่งให้ทำแล้ว ก็ต้องทำอะไรสักอย่างขึ้นมา จะถูกใจหรือไม่ถูกใจก็ค่อยไปว่ากันข้างหน้าอีกทีหนึ่ง เพราะถ้าอยู่เฉย ไม่ทำอะไรเมื่อได้รับคำสั่งแล้ว ก็มีหวังต้องเปลี่ยนงานใหม่แน่ๆ

พนักงานที่คุ้นเคยกับสไตล์การนำในลักษณะนี้จะค่อยๆ มีอาการเสื่อมถอยด้านความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจให้หาหนทางใหม่ๆ ในการทำงานก็ค่อยๆ ลดลง เพราะไม่รู้ว่าจะขวนขวายไปเพื่ออะไร ในเมื่อผู้นำต้องการเพียงแค่ให้ทำตามที่สั่งก็พอแล้ว

ทำเช่นนี้นานเข้าก็จะเกิดอาการพิการความคิดสร้างสรรค์ คิดเก่าได้อย่างเดียว คิดใหม่ไม่เป็นแล้ว สไตล์บริหารเช่นนี้กล่าวกันว่าเหมาะที่จะใช้ในช่วงสั้น เพื่อแก้วิกฤติต่างๆ แต่เป็นวิธีบริหารที่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นเสมอ

กล่าวคือ พอใช้แล้วได้ผลดีสักครั้งสองครั้ง ใช้แก้วิกฤติให้ผ่านไปได้ด้วยดี ผู้นำก็จะคุ้นเคยและมีอาการลำเอียงทางความเชื่อ คือเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีโดยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าเมื่อใช้วิธีนี้ไปนานๆ แล้วเริ่มมีประจักษ์พยานที่แสดงให้เห็นว่าพนักงานในองค์กรเริ่มเสื่อมถอยในด้านความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะรับรู้ว่าเกิดจากวิธีบริหารที่ไม่ดี ก็ลำเอียงทึกทักไปเองว่าเป็นเพราะตัวพนักงานย่อหย่อนความสามารถ หรือความรู้ไม่เพียงพอ

รู้สึกดังนี้แล้วก็เลยมักเปลี่ยนสไตล์บริหารใหม่ให้ดูประหนึ่งว่า ตนเองนั้นไม่ใช่นักสั่งการอย่างเดียว แต่เป็นนักบริหารที่มีการกำหนดเป้าหมาย ให้พนักงานทำชัดเจน แต่ด้วยมีความลำเอียงทางความเชื่อ เกี่ยวกับตัวพนักงานอยู่เป็นทุนเบื้องต้น เป้าหมายที่ตั้งให้พนักงานทำนั้นก็สูงเกินกว่าที่พนักงานจะตะกายไปถึงได้

ไม่ว่าจะใช้ความพยายามใช้ความสามารถมากเพียงใด แทนที่ผู้นำองค์กรจะเข้าใจ กลับลำเอียงคิดต่อไปว่า พนักงานมิได้พยายามเต็มที่ หรือไม่ก็ไม่ตั้งใจทำงานจริง ฝ่ายพนักงานเมื่อตะกายเท่าไรก็ไม่ถึงเป้าหมายเสียที จึงพากันหมดเรี่ยวแรง แถมด้วยการคุ้นเคยอยู่กับการรับคำสั่งให้ทำสิ่งนั้นให้ทำสิ่งนี้ แต่คราวนี้ไม่สั่งกลับบอกเป้าหมายให้ทำโดยให้ไปหาวิธีทำงานให้ถึงเป้าหมายนั้นเอาเอง ฝ่ายผู้นำพอเห็นงานไม่คืบหน้าก็ยิ่งขุ่นเคืองมากขึ้นไปอีกจนมีอาการที่ฝรั่งเรียกว่า อาการฮาโล

เมื่อใดก็ตามที่มองว่า ใครย่ำแย่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ก็มักมีแนวโน้มที่จะเชื่อต่อไปว่าคนนั้นย่ำแย่ในเรื่องอื่นตามไปด้วย พอทำผิดพลาดเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าคนๆนั้นแย่ไปเสียทุกเรื่อง

อาการฮาโลนี้เองทำให้ผู้นำที่ชอบใช้สไตล์สั่งการ ตัดสินทันทีเลยว่า พนักงานไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตนเองกำหนดไว้ได้ เป็นพนักงานที่ย่ำแย่ โดยไม่เคยย้อนกลับไปดูว่าโจทย์หรือเป้าหมายที่กำหนดให้พนักงานทำนั้นยากเย็นเพียงใด ซึ่งบางทีแม้ว่าตัวผู้นำจะลงมาทำเอง ก็ยังแก้ปัญหาตามโจทย์ที่ตนเองตั้งไว้ไม่สำเร็จ

เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ผู้นำจึงมีทางเลือกเพียง 2 ทางคือ เปลี่ยนพนักงานใหม่ หรือไม่ก็เปลี่ยนสไตล์บริหารของตนเองอีกรอบหนึ่ง ซึ่งมักปรากฏว่าทางเลือกที่ผู้นำที่ประสบปัญหาเช่นนี้ส่วนใหญ่เลือกใช้ก็คือ ปรับเปลี่ยนสไตล์บริหารของตนเองอีกครั้ง ซึ่งสไตล์ใหม่ที่ผู้นำในลักษณะนี้จะเลือกใช้ คงยากที่จะเป็นรูปแบบการนำโดยปฏิบัติตามความเห็นของพนักงานส่วนใหญ่ หรือนำโดยกำหนดวิสัยทัศน์กว้างๆ เป็นแนวทางปฏิบัติ เพราะอาการฮาโลกำกับให้ผู้นำเชื่อว่า พนักงานไม่ทุ่มเทความพยายามอย่างเพียงพอ

ถ้าจะเปลี่ยนสไตล์เป็นการทำงานร่วมกัน ลงไม้ลงมือด้วยกันก็ไม่ทันใจ เพราะทำเช่นนี้เมื่อใด พนักงานที่เคยรับแต่คำสั่งให้ทำ พอผู้นำลงมาทำงานขลุกอยู่ด้วยก็มักออกอาการงกๆ เงิ่นๆ ทำอะไรไม่ถูกจนเป็นที่ขวางหูขวางตาของผู้นำไป

ดังนั้น ผู้นำที่คุ้นเคยกับสไตล์สั่งการจึงเหลือวิธีที่จะเลือกใช้อยู่เพียงแบบเดียวคือ ต้องหันไปใช้สไตล์การนำ โดยสอนวิธีทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งถ้าใช้วิธีนี้ตั้งแต่แรก ก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งเพราะถ้าเมื่อใดพนักงานไม่รู้วิธีทำ ผู้นำก็มาแสดงวิธีให้ดู พนักงานก็จะทำตามด้วยความมั่นใจและทำงานนั้นอย่างสบายใจอีกด้วย

แต่ถ้าใช้สไตล์สั่งลูกเดียวมาโดยตลอด แล้วเปลี่ยนมาใช้สไตล์สอนในภายหลัง พนักงานจะรู้สึกว่าสิ่งที่สอนนั้นไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำสั่งให้ทำ ดังนั้นจะทำตามทุกอย่างเหมือนที่ผู้นำทำให้ดู จะผิดจะถูกอย่างไรไม่ต้องสงสัย ทำให้เหมือนเป็นพอ พูดอย่างไร ตั้งโต๊ะทำงานอย่างไร ทำท่าอย่างไร ต้องทำให้เหมือน ซึ่งพองานที่จะทำเปลี่ยนไปแม้เพียงเล็กน้อย วิธีที่สอนไว้แบบเถรตรง ดัดแปลงไม่ได้ ก็ไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้

คำสอนที่กลายเป็นคำสั่งจึงใช้ประโยชน์อะไรจริงๆ ไม่ได้ เทคนิคการนำโดยใช้วิธีสอนงาน จึงไม่เหมาะสำหรับผู้นำองค์กรที่ถนัดสั่งการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำที่รู้สึกว่าตนเองนั้นเก่งกาจเกินกว่าพนักงานมากมาย ดังนั้นถ้าอยากเป็นจอมสั่งการก็ขอให้เป็นไปโดยตลอด อย่าเปลี่ยนจากนักสั่งมาเป็นนักสอน เพราะไม่ว่าจะสอนท่าไหนก็กลายเป็นคำสั่งทั้งนั้น

e - Auction หรือ e - Bidding

| Monday, November 3, 2008
ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : รัตพงษ์ สอนสุภาพ ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549

รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวก่อนหน้านี้ ว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทย จะต้องนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐตามมา

การเปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานภาครัฐมาเป็น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Auction ของรัฐบาลนี้ เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 นั้น ได้ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการฮั้วประมูลของนักธุรกิจถูกควบคุมได้จริงหรือ

ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างในประเทศไทย เป็นปัญหาที่มีมานานเป็นที่รับรู้มาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จากรัฐบาลเสียที แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานครในตอนนี้ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะเอาจริงเอาจังอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เข้าไปตรวจสอบกันจำนวนมากจนน่าตกใจ

กรณีปัญหาข้อร้องเรียนการฮั้วประมูลงานโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครในเวลานี้ ไม่ทราบว่า รัฐบาลจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร เป็นความล้มเหลวของระบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ที่รัฐบาลนำมาใช้ได้หรือไม่

เพราะผู้ว่ากรุงเทพมหานครเองในฐานะผู้นำบริหารสูงสุดของกรุงเทพมหานคร ก็ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งอดีตอธิบดีกรมตำรวจผู้ตงฉิน พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว. และอดีตอธิบดีกรมตำรวจ มาเป็นกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างทันทีทันใด นับเป็นความกล้าหาญของผู้ว่า กทม. คนนี้ไม่น้อย

หากจะเปรียบเทียบกับผู้นำการเมืองคนอื่นที่มีหน้าที่โดยตรง แต่ไม่ได้ทำการใดๆ จนทำให้สถานการณ์คอร์รัปชันในบ้านเรากลับแย่ลงกว่าเดิม เพราะปัญหาคอร์รัปชันของประเทศจะต้องถูกแก้โดยตัวผู้นำ เช่น กรณีประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง

นอกจากนี้ การที่คนในรัฐบาลประสานเสียงกับนักการเมืองระดับท้องถิ่น เพื่อเรียกร้องสปิริตผู้บริหารกรุงเทพมหานครนั้น อาจจะหนักเกินจริง ควรใจเย็นๆ รอให้กรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ทำงานก่อน ไม่ควรหวังผลทางการเมืองมากจนเกินพอดี

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง รัฐบาลก็ควรให้ความสำคัญปัญหานี้ทั่วถึงกัน ไม่ควรเลือกที่จะสนใจเฉพาะพื้นที่ แต่ควรให้ความสำคัญทุกๆ โครงการที่มีข้อร้องเรียนในเรื่องของความไม่โปร่งใส อย่างเช่น โครงการบัตรสมาร์ทการ์ด โครงการทางพิเศษวงแหวนรอบนอก-รามอินทรา และการจัดซื้อเครื่อง CTX รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่รัฐบาลยังไม่ได้ตรวจสอบอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เฉพาะในปี 2548 หน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีนี้เป็นเงินกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท

ส่วนในปี 2549 รัฐบาลเองก็ตั้งเป้าไว้ว่า หน่วยงานภาครัฐจะจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Auction เป็นเงินไม่อย่างน้อย 2 แสนล้านบาท รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้วอย่างไร ระบบ e-Auction ยังคงเป็นระบบที่ดีอยู่หรือไม่ หรือ ระบบ e-Bidding ซึ่งเป็นนวัตกรรมอีกขั้นหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีเสนอมา จะสามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการฮั้วประมูลได้จะแก้ได้จริงหรือไม่

อยากทราบว่า รัฐบาลจะกำกับดูแลวิธีการจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่นี้อย่างไร จะแก้ไขการแข่งขันเทียมที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้เข้าร่วมประมูลด้วยกันอย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ระบบการประมูลแบบออนไลน์

วิธีการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐเสร็จสิ้นตามกระบวนการเท่านั้น เพราะมีเสียงร่ำลือกันว่า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ที่จัดซื้อจัดจ้างกันทั่วประเทศทุกวันนี้ล้วนแต่มีเจ้าของแล้ว

แนวทางเพิ่มมาร์เก็ตแคป "แผนตลาดหุ้นดึงธุรกิจบิ๊กสะดุด"

|
มติชนรายวัน วันที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10252

*หมายเหตุ* : สายงานวิจัยและข้อมูลสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผล ต่ออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E ratio) ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้



**ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อค่าพีอี

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าพีอี ได้แก่ อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าพีอีสูงสุด รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ สภาพคล่องของหลักทรัพย์ ขนาดของบริษัทจดทะเบียน และความเสี่ยงของราคาหุ้น (ค่าเบต้า) ที่อาจเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับภาวะรวมของตลาด

จากการศึกษาข้อมูลบริษัทจดทะเบียนรายบริษัทกว่า 400 บริษัทในเชิงเศรษฐมิติ จากข้อมูลในช่วงไตรมาส 3 ปี 2548 พบว่า บริษัทที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่าอัตราเฉลี่ยของบริษัทอื่นๆ ในช่วงเดียวกัน 20% มักมีค่าพีอีที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยกว่า 1.4 เท่า หรือหากบริษัทมีนโยบายขยายขนาดของบริษัทให้ใหญ่ขึ้น เช่น การควบรวมกิจการ ก็จะทำให้ค่าพีอีเพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ยได้

ทั้งนี้ หากสามารถเพิ่มขนาดของบริษัทขึ้นมากกว่า 2 เท่าของระดับเฉลี่ย ก็จะสามารถเพิ่มค่าพีอีได้กว่า 0.6 เท่า ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยที่บริษัทสามารถกำหนดได้จากนโยบายของบริษัทเอง

นอกจากปัจจัยดังกล่าวแล้ว สภาพของหลักทรัพย์ก็เป็นปัจจัยต่อค่าพีอีเช่นกัน โดยพบว่าค่าความเสี่ยงจากราคาหลักทรัพย์ (ค่าเบต้า) ที่เคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับภาวะตลาด และสภาพคล่องของการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทนั้นๆ ส่งผลต่อค่าพีอีอย่างมีนัยสำคัญ หากสามารถลดค่าความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนลง 0.01 จุด หรือหากสภาพคล่องของการซื้อขายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นอีก 20% ก็จะทำให้ค่าพีอีเพิ่มขึ้น 0.07 และ 0.25 เท่า ตามลำดับ

ปัจจุบันค่าพีอีโดยเฉลี่ยของตลาดตราสารทุนอยู่ที่ 9 เท่า ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และเมื่อเปรียบเทียบค่าพีอีรายกลุ่มอุตสาหกรรมระหว่างตลาดหลักทรัพย์ไทยและของประเทศเพื่อนบ้านทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซีย แล้วพบว่าค่าพีอีของกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ของตลาดทุนไทยยังอยู่ในระดับต่ำแทบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงในตลาดทุนต่างๆ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งนี้ ค่าพีอีของกลุ่มการเงินในตลาดหลักทรัพย์ของไทยถือว่าต่ำที่สุดและมีค่าน้อยกว่าของตลาดอื่นๆ เกือบเท่าตัว

การเพิ่มขึ้นของค่าพีอีนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อบริษัทแล้ว ยังส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์รวมตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะมีผลต่อการเพิ่มพีอีของตลาด ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการของบริษัท การเพิ่มขึ้นของหลักทรัพย์จดทะเบียนใหม่ และการเพิ่มขึ้นของค่าพีอี โดยการเพิ่มค่าพีอีจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการเพิ่มมูลค่าตลาด

หากพิจารณาการเพิ่มขึ้นของมาร์เก็ตแคปของตลาดตราสารทุนของไทยในช่วงปี 2545-2548 จะพบว่าปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ ขนาดของตลาดตราสารทุนไทยเพิ่มขึ้นเกือบครึ่ง (45%) มาจากค่าพีอีที่เพิ่มขึ้น และอีกเกือบครึ่งมาจากผลประกอบการ ของบริษัทจดทะเบียนของไทย

หากพิจารณาปัจจัยการเพิ่มของขนาดตลาดตราสารทุนในเอเชียประเทศอื่นๆ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ในช่วงปี 2543-2546 ก็พบเช่นกันว่าการเพิ่มขึ้นของขนาดตลาดมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าพีอีเป็นสำคัญ แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะไม่เป็นที่น่าพอใจ

ยกตัวอย่างเช่น หากเราสามารถเพิ่มค่าพีอีในกลุ่มการเงินของเราจากปัจจุบันที่ 9 เท่า ให้ใกล้เคียงกับมาเลเซียที่ 15 เท่า เราจะสามารถเพิ่มมูลค่าของมาร์เก็ตแคปของตลาดทุนไทยอีกกว่า 6 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 12% ของมูลค่าในปัจจุบัน

ปัจจุบันมูลค่ามาร์เก็ตแคปของตลาดไทยมีมูลค่าประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท (ณ 3 เมษายน 2549) ดังนั้น หากต้องการเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดไทยกว่า 2 เท่า ให้มีมูลค่า 10 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มบทบาทของตลาดทุนให้เทียบเคียงกับระบบธนาคารพาณิชย์ ตามแนวทางของแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทย ฉบับที่ 2 ซึ่งประกาศใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี (2549-2553) ตลาดทุนไทยจำเป็นต้องเน้นการเพิ่มค่าพีอีของตลาดเป็นสำคัญ



**ทำไมต้องเพิ่มมาร์เก็ตแคป

ปัจจุบันแม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฐานะแหล่งระดมทุนที่ต้นทุนต่ำ และการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่ก็ยังมีบทบาทน้อยกว่าภาคสถาบันการเงินที่เป็นแหล่งเงินทุนดั้งเดิม อีกทั้งยังมีมาร์เก็ตแคปเล็กกว่าประเทศอื่นๆ การเพิ่มมาร์เก็ตแคปในตลาดตราสารทุนของไทย ซึ่งหมายถึงการขยายตัวและการเจริญเติบโตของตลาด จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งในการพัฒนา และเพิ่มบทบาทของตลาดทุน เพื่อความสมดุลระหว่างตลาดทุนและภาคสถาบันการเงิน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ



**เพิ่มมาร์เก็ตแคปได้อย่างไร

การจะเพิ่มมาร์เก็ตแคปขึ้นอยู่กับระดับราคาหุ้น ปริมาณหุ้นในตลาดและที่เสนอขายใหม่ ทั้งการเพิ่มทุนของบริษัทเดิมในตลาด และบริษัทที่จะจดทะเบียนใหม่ ซึ่งแต่ละปัจจัยมีผลต่อระดับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของมาร์เก็ตแคปไม่เท่ากัน

ปัจจุบันการเพิ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มมาร์เก็ตแคปโดยรวมของไทยมีข้อจำกัด เนื่องจากบริษัทใหญ่มีจำนวนเหลือไม่มาก ดังนั้น การเพิ่มมาร์เก็ตแคปโดยรวม จึงควรมุ่งเน้นการเพิ่มจากบริษัทที่จดทะเบียนอยู่เดิม โดยการเพิ่มค่าพีอีและผลประกอบการของบริษัท

หากเปรียบเทียบตามกลุ่มอุตสาหกรรมพบว่า กลุ่มที่ประเทศไทยมีค่าพีอีสูงกว่าประเทศอื่นๆ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนน้อยในตลาดของประเทศอื่นๆ และค่าพีอีของไทยก็สูงกว่าไม่มากนัก ตรงกันข้ามกับกลุ่มการเงิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีนัยสำคัญมากในประเทศอื่นๆ แต่ประเทศไทยกลับมีค่าพีอีต่ำกว่าประเทศอื่นๆ มาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าพีอีโดยรวมของไทยยังคงต่ำกว่าประเทศอื่น

ไม่จ่ายภาษี...ไม้ตายอารยะขัดขืน!

| Sunday, November 2, 2008
แม้ "ลัทธิดื้อแพ่ง" หรือ "อารยะขัดขืน" ตามสิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 มาตรา 65 จะปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งไปแล้ว ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา

แต่ยังมีอีกกระบวนการหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ชอบธรรมในการปกครอง อยู่ในสภาวะ "ชะงักงัน" ทางการบริหารประเทศได้ นั่นก็คือ "การใช้สิทธิขัดขืนของพลเมืองโดยไม่จ่ายภาษี" หรือ Tax Revolt ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว โดยคณาจารย์ส่วนหนึ่งของภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"ตอนนี้ผม อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ที่คณะหลายๆ คนได้ใช้มาตรการไม่จ่ายภาษีกัน" ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เอ่ย และว่า "เราจะใช้มาตรการนี้จนกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะลาออกไป ผมยอมที่จะถูกปรับสัปดาห์ละ 100 บาท บวกกับอีก 1% ของภาษีที่จะจ่ายเพิ่ม เรายอมที่จะให้เขาลงโทษ แต่เราจะดื้อ"

ศ.ดร.จรัส อธิบายว่า ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้น พลเมืองมีหน้าที่ 2 อย่างคือ การเลือกคณะบุคคลเข้าทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และให้คณะบุคคลนั้นมีหน้าที่ในการกำกับดูแลรัฐบาล ผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งก็มีหน้าที่นำเงินภาษีไปใช้จ่ายในการบริหารประเทศ จัดบริการสาธารณะต่างๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นธรรม

กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐบาลมีความผูกพันกันเสมือนหนึ่งมีการค้าขายและแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ รัฐบาลและพลเมืองจะต้องมีจริยธรรมด้วยกันทั้งคู่ จึงจะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น

แต่เมื่อใดก็ตามที่พลเมืองไม่ไว้ใจรัฐบาล เห็นว่ารัฐบาลไม่ซื่อสัตย์ คอร์รัปชัน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของพลเมืองโดยส่วนรวม พลเมืองก็ย่อมมีสิทธิปฏิเสธรัฐบาลโดยการไม่ทำหน้าที่ขั้นพื้นฐานดังกล่าว ด้วยการไม่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงเจตนาที่จะไม่เลือกตัวแทนขึ้นไปทำหน้าที่เป็นรัฐบาล และการไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาล

"ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลเป็นทรัพย์สินของพลเมือง ดังนั้นพลเมืองต้องใช้รัฐบาลให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และต้องทำให้รัฐบาลรู้สึกว่าไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้ โดยพลเมืองมีหน้าที่กำหนดว่ารัฐบาลทำอะไรได้แค่ไหน แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำ กลับใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม พลเมืองก็สามารถประท้วงรัฐบาลได้ตามหลัก Exit-Voice Principle เพื่อแสดงให้เห็นว่า เราไม่ประสงค์ที่จะเป็นพลเมืองของรัฐบาลนั้นๆ อีกต่อไป" ศ.ดร.จรัส ยังบอกอีกว่า ผลการลงคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (โนโหวต) ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดง "อารยะขัดขืน" รูปแบบหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่า การไม่เลือกของพลเมือง เพราะว่าไม่ชอบ และเลือกไปก็ไม่มีประโยชน์ และหากจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในภาวะที่รัฐบาลยังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็อาจจะมีการ "บอยคอต" โดยการไม่ทำหน้าที่พลเมือง คือ จะไม่ไปเลือกตั้งอีกเลย และตามด้วยมาตรการขั้นสุดท้าย คือการไม่ยอมเสียภาษี !

"การต่อต้านการเสียภาษีเป็นสิ่งที่นักการคลังกลัวมากที่สุด การจะใช้มาตรการนี้ต้องระมัดระวัง และจะไม่ใช้จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายจริงๆ เพราะถ้าใช้แล้ว การเรียกร้องให้ประชาชนกลับมาเสียภาษีเหมือนเดิมเป็นเรื่องยาก ถ้ารัฐบาลตาย เราก็ตายไปด้วย การไม่เสียภาษีเป็นการต่อต้านที่สันติ แต่มีผลรุนแรงมาก เพราะจะส่งผลให้สถานะทางการเงินการคลังของประเทศอ่อนแอ ในที่สุดรัฐบาลจะอยู่ในอำนาจไม่ได้"

ศ.ดร.จรัส ยังบอกด้วยว่า การใช้มาตรการต่อต้านทางภาษีของพลเมือง เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 ที่ซานฟรานซิสโก มีชาวเมืองลุกขึ้นต่อต้านคณะผู้บริหารนคร ซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาเล่นการเมืองแล้วแสวงหาผลประโยชน์ จนมีหนี้สาธารณะจำนวนมาก ชาวเมืองจึงไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้รัฐบาลนักธุรกิจ ต้องเผชิญกับวิกฤติการคลัง จนสุดท้ายต้องยอมลงจากอำนาจ ส่วนกรณีที่ถือเป็นบทเรียน ที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกรู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือการขับเคลื่อนของการเมืองภาคพลเมืองครั้งใหญ่ ด้วยการไม่เสียภาษีของชาวแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ.1970 ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่โปร่งใสของคณะผู้บริหารท้องถิ่น ที่ใช้นโยบายเอื้ออาทร สร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ใช้เงินภาษีเพื่อสร้างคะแนนนิยมจากชนชั้นล่าง ทำให้ชาวเมืองในนครแคลิฟอร์เนียรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลด้วยการไม่จ่ายภาษี จนคณะผู้บริหารต้องพ้นจากอำนาจไป

"การใช้มาตรการนี้ต่อสู้กับรัฐบาลเป็นสิ่งที่ทำได้ ถ้าต้องเผชิญกับวิกฤติรัฐบาลที่ไร้คุณธรรมอย่างรุนแรง และใช้มาตรการประท้วงอื่นๆ ไม่ได้ผลแล้วเท่านั้น โดยการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องใช้วิธีการนี้ และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ให้เลื่อนการจ่ายภาษีออกไป" ศ.ดร.จรัส ระบุ ก่อนจะย้ำทิ้งท้ายว่า

"ทุกคนมีสิทธิต่อต้านด้วยวิธีการนี้ได้ ในหลักการที่เรียกว่า Exit-Voice Principle ถ้าเราเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง"

เราเข้าใจ Civil Disobidience กันดีแค่ไหน?

|
ธรรมรัฐวิจารณ์ : ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ a.wanichwiwatana@gmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 05 เมษายน พ.ศ. 2549

มีเหตุการณ์สำคัญๆ หลายต่อหลายเรื่องเกิดขึ้นในช่วงวันเลือกตั้ง 2 เมษายนที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดข้อสงสัย และคำถามตามมาถึงสิ่งที่คนจำนวนหนึ่ง เรียกกันว่าเป็น "อารยะขัดขืน" ความจริงโดยส่วนตัวได้ยินการพูดถ้อยคำนี้ มาจากบุคคลบางคนในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการกล่าวอ้างเป็นมาตรการตอบโต้ ต่อรัฐบาลรักษาการในขณะนั้น

ซึ่งคำว่า "อารยะขัดขืน" ที่ผู้แปลนำมาจากความหมายในภาษาอังกฤษ ว่า Civil Disobidience ได้ก่อให้เกิดความสับสน และทำให้ไม่สามารถเข้าใจเจตนาที่แน่ชัดของผู้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา กระทั่งวันหนึ่งได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ของคนใกล้ตัว ได้ฉีกบัตรเลือกตั้ง โดยประกาศว่าเป็นการกระทำภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 65 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ที่ว่า "บุคคลมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้" ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญที่ว่าคือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี พ.ศ.2540 นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคงไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ชี้ผิดถูกต่อคดีความที่เกิดขึ้น สิ่งที่ต้องการนำเสนอ เพียงแต่ต้องการให้ความรู้ และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ Civil Disobidience ที่ขออนุญาตแปลเป็นภาษาของตนเอง ว่า "การปฏิเสธอำนาจรัฐของพลเมือง" นี้ จะเป็นมุมมองทางด้านสังคมวิทยาประกอบกับความรู้เกี่ยวกับกลไกทางการเมืองการปกครองที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

การแข็งข้อแข็งขืนหรือการปฏิเสธอำนาจรัฐนี้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ตามความเข้าใจของวิญญูชนที่ได้ติดตามปัญหาความเป็นไปของการเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา จะพบว่า ประเทศไทยในอดีตต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ปฏิวัติรัฐประหารมีรัฐบาล ซึ่งมีที่มาอย่างไม่ชอบธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เมื่อมีการร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในช่วงหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 จึงได้มีผู้ดำรินำแนวความคิดของตะวันตก ว่าด้วยวิธีการตอบโต้ต่ออำนาจรัฐเผด็จการทหาร หรือเผด็จการพลเรือนมาเป็นบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญ

เมื่อเป็นเช่นนี้จะพบว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในมาตรา 65 ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะให้โอกาสภาคประชาชนได้มีกลไกบางอย่าง ซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญในการกระทำที่ไม่เกินขอบเขตของกฎหมายทั่วไป ในการตอบโต้รัฐบาลที่มีที่มาอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม

อาทิเช่น มาตรการทางภาษีอากรที่มักจะมีการประกาศอย่างแน่ชัดว่า ไม่ต้องการเสียภาษีให้แก่รัฐนั้นๆ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นสิ่งที่ขัดต่อจริยธรรมและตัวบทกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การเฉื่อยงานในสถานประกอบการต่างๆ รวมไปถึงการตอบโต้ไม่ใช้สินค้าบริการ ของกลุ่มทุนที่มีส่วนสนับสนุนกิจการของรัฐนั้นๆ ต่างยอมรับกันว่าเป็นแนวทางที่กระทำได้ในเชิงสันติวิธี

จึงต้องให้กรณีการฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นอุทาหรณ์ให้วินิจฉัยกันต่อไปว่าวิธีการต่อต้านโดยสงบนั้น น่าจะครอบคลุมหรือกินความไปมากน้อยแค่ไหนในบริบทของสังคมไทย ซึ่งหากเทียบเคียงกับกรณีการเผาธงชาติสหรัฐอเมริกาที่ทางศาลสูงสุด หรือ The Supreme Court ได้วินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานว่า "การเผาธงชาติของสหรัฐนั้นไม่ถือเป็นการกระทำความผิด" ทั้งนี้ก็ด้วยมุมมองที่ทางผู้พิพากษาศาลสูงของสหรัฐเห็นว่าเป็นการแสดงออกว่าด้วยเสรีภาพทางการเมืองในการประท้วง หรือตอบโต้อย่างสงบต่อการดำเนินนโยบายใดๆ ของรัฐ

เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า กรณีการเผาธงชาติสหรัฐนั้น เป็นการกระทำที่ศาลให้ความสำคัญ กับสิทธิส่วนบุคคลของพลเมืองค่อนข้างมาก แต่ต้องระลึกว่าวิธีการทางการปกครอง และระบบนิติวิธีของสหรัฐอเมริกา กับอีกหลายประเทศในโลก เป็นไปในรูปแบบของกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งข้อวินิจฉัยว่าด้วยการเผาธงชาติสหรัฐนี้ได้บัญญัติไว้ ตามคำพิพากษาของศาลสูงมาเป็นเวลากว่าหลายทศวรรษ

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มิใช่ว่าจะมีการยอมรับโดยดุษณี ยังคงมีการท้าทายกฎหมายที่ไม่ลงโทษพลเมือง ผู้เผาธงชาติสหรัฐอเมริกาอยู่เสมอมา แต่ในระยะหลังจะสังเกตเห็นได้ว่าคะแนนที่ลงมติเห็นว่า "การเผาธงชาติสหรัฐ" เป็นสิ่งผิดกฎหมายมีแนวโน้มสูงมากขึ้น เป็นบทสะท้อนถึงความเคลือบแคลงสงสัย และมุมมองที่แตกต่างกันของคณะตุลาการที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ด้วยเหตุทั้งหมดที่อ้างอิงถึงนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับกรณีการทำลายบัตรเลือกตั้งแบบจงใจ ในหลายเขตเลือกตั้งของประเทศไทย น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันระดมสมองกันดูว่า พฤติกรรม และเจตนาในการกระทำการ ในขณะที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นข้อห้ามไว้นั้น จะเข้าข่ายได้รับการยกเว้นโทษตามบทบัญญัติในมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอันเป็นกฎหมายสูงสุดหรือไม่อย่างไร?

กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ

| Saturday, November 1, 2008
กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพจัดเป็น กองทุนชนิดหนึ่ง นั่นคือจะมีการรวมเงินจากคนโดยทั่วไป แล้วนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในตราสารต่าง ๆ ทั้งตราสารหนี้ และตราสารทุน (หุ้น) แต่กองทุนชนิดนี้จะเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อการออมเงินไว้ใช้หลังจากเกษียณแล้ว (เพื่อการเลี้ยงชีพยามชรา)

ความเหมือนและแตกต่าง ของกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพและกองทุนทั่วไป


กองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการออมเงินในวัยทำงาน แล้วนำไปใช้ยามเกษียณนั้น จะมีชื่อเรียกอยู่ 3 แบบ
1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ : คือกองทุนที่บริษัทบางบริษัท จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการนอกเหนือจากเงินค่าจ้างประจำ โดยเป็นการรวบรวมเงินด้วยการลงขันอย่างสมัครใจ ระหว่างลูกจ้างและบริษัทนายจ้าง ส่วนที่หักจากเงินเดือนของลูกจ้างเรียกว่า "เงินสะสม)
2. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) : ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของข้าราชการนั่นเอง
3. กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ : เป็นทางเลือกอิสระขอผู้ที่ไม่มีการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ผู้ที่มีอาชีพอิสระอย่างทนายหรือ แพทย์ หรือผู้มี่มีการลงทุนในกองทุนประเภทนี้อยู่แล้วที่อยากซื้อเพิ่มเติม

กองทุนรวม

|
กองทุนรวม (Mutual Fund หรือ Unit Trust) คือโครงการที่จัดตั้งขึ้น โดยการนำเงินของแต่ละคน ซึ่งถือเป็นนักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย มากองรวมกันให้เป็นก้อนใหญ่ โดยคุณ ๆ ผู้ลงขันกันนี้จะได้หน่วย ลงทุน เป็นหลักฐานมีส่วนร่วมในกองเงินดังกล่าว กองเงินนั้น ๆ จะมีมืออาชีพทางด้านการลงทุน ทำหน้าที่ในการนำเงินไปลงทุน และเมื่อมีดอกผลจากการลงทุนก็จะนำมาเฉลี่ยกลับคืนให้กับผู้ที่ลงเงินกันไว้ในคราวแรกอีกทีหนึ่ง ซึ่งการลงทุนที่เกิดจากการรวมเงินให้เป็นก้อนใหญ่นี้จะทำให้ผู้มีเงินทุนจำนวนน้อยมีโอกาสกระจายความเสี่ยงในลักษณกะของการกระจายการลงทุนในตราสารทางการเงินประเภทต่าง ๆ ได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีเงินทุนจำนวนมาก

ดอกผลที่เกิดจากการลงทุนในกองทุนนั้นมีอยู่ 2 แบบนั่นคือ

1. เงินปันผล ซึ่งบางกองทุนจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง
2. ส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ หากกองทุนไม่ได้ปันผลออกมา แต่กำไรที่ได้จากการลงทุนก็จะถูกนำไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งรวมอยู่ในมูลค่าสุทธิของกองทุนนั้นเอง

ประโยชน์จากการลงทุนกับกองทุนรวม
1. มีมืออาชีพบริหารเงินให้
2. มีการกกระจายความเสี่ยง
3. มีสิทธิพิเศษในการลงทุนของกองทุนรวม
4. มีสภาพคล่องดี
5. มีทางเลือกมากมาย

ประเภทของกองทุนรวม
แบ่งตามลักษณะการจัดจำหน่าย และการรับซื้อคืนกองทุนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

กองทุนปิด (Closed - end Fund) คือกองทุนที่บริษัทจัดการไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน จนกว่าจะครบกำหนดจำนวนหน่วยลงทุนและอายุของกองทุนไว้อย่างแน่นอน และจะเปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวตอนเริ่มต้นโครงการ

กองทุนเปิด (Open - end Fund) คือกองทุนที่บริษัทจัดการเปิดขายหน่วยลงทุนและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจากผู้ลงทุนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ การซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดจะมีลักษณะเป็นการซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากผู้ซื้อและขายในวันนั้นจะทราบ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ( NAV) ก็ตอนสิ้นวันทำการ แต่มูลค่าของกองทุนจะเปลี่ยนแปลงไปไม่มากนักในแต่ละวัน